เลขาธิการคณะกรรมการ (EEC) ลงพื้นที่แหลมฉบัง หวังพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

Home > ข้อมูลข่าวสาร > รฟท.เปิดห้องเอกสารให้ตัวแทนบริษัทเอกชนที่ซื้อเอกสารคัดเลือกเข้าตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ที่ ห้อง DATA Room > เลขาธิการคณะกรรมการ (EEC) ลงพื้นที่แหลมฉบัง หวังพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
1,660

เลขาธิการคณะกรรมการ (EEC) ลงพื้นที่แหลมฉบัง หวังพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

     เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ที่ห้องประชุมเมืองใหม่ 1 เทศบาลนครแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายบุญเลิศ น้อมศิลป์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะผู้บริหารเทศบาลนครแหลมฉบัง เป็นประธานประชุมปรึกษาหารือของคณะผู้บริหาร นำโดย นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรี และ สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) นำโดย นายบุญเรือน มุ่งหามณี ประธานสภาเทศบาล พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่

     โดยในวันนี้ทางคณะผู้บริหารเทศาลฯ ได้เชิญ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง เข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบปัญหาและกล่าวถึงบทบาทการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลนครแหลมฉบัง ในการนี้ นายสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (ด้านการเมือง) ได้เข้าร่วมรับฟังด้วย

     ดร.คณิศ เลขาฯ EEC  กล่าวว่า พื้นที่บริเวณแหลมฉบัง จะมีการวางแผน การพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เขตท่าเรือแหลมฉบังขึ้นมา ไปจนถึงด้านบน เพราะหากไม่มีการวางระบบ ต่อไปการพัฒนาอาจมีปัญหาได้  ในขณะนี้มีการวางทีโออาร์ของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  ซึ่งเหลืออีกขั้นตอนอีกเล็กน้อย ก็จะสามารถหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้ในเร็วๆ นี้ ตัวรถไฟความเร็วสูง จะมีสถานีขึ้นลง โดยจะต้องมีความเร็วประมาณ 250 กม./ชม. รถไฟเชื่อมกับสนามบิน เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนา เพราะจะมีการทำธุรกิจกันจริง ๆ ตามามากมาย คาดว่าภายใน  5 ปี ทางรถไฟเสร็จ จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7% หากถามว่าการเติบโต 7% คืออะไร  ตอบว่าจะโตอีกเท่าตัวของที่เป็นอยู่ และในอีก 15 ปี แหลมฉบัง รวมทั้ง 3 จังหวัด เขต EEC จะเชื่อมโยงกับเมืองหลวง กทม. อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อไปคนไปทำงาน กทม. จะเดินทางไป-กลับ ไม่ต้องแยกกันอยู่ เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

     ดร.คณิศ เลขาฯ EEC นอกจากนี้จะทำรถไฟรางคู่เข้าท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเป็นการลดการขน-ส่งทางบกลงไป คาดว่าการขนส่งทางรถไฟจะแบ่งการขนส่งได้ 30% โดยใช้ระบบแขนกล ลดการใช้คน เพื่อให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น  อย่าไปตกใจว่า เมื่อเอารถระบบจักรกลเข้ามามากจะทำให้คนตกงาน ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีการเข้ามาของธุรกิจอีกหลากหลายรูปแบบมากมายในพื้นที่ จะเกิดขึ้น                ต่อไปจะต้องมีการวางระบบให้เมืองหลวง ก็ต้องเป็นเมืองหลวง เมืองท่าก็ต้องเป็นเมืองท่า และเมืองท่าทั่วโลกจะใหญ่โตกว่าเมืองหลวง และเขต EEC 3 จังหวัด ไม่ใช่ประตูเมืองหลวง แต่เป็นประตูสู่ประเทศ การเปิดประตู EEC จะโตมาก และโตอย่างก้าวกระโดด หากเรามองโตเกียว เป็นเมืองหลวง ของญี่ปุ่น หรือเทียบกับ กทม. และโอซาก้า เป็นเมืองท่า ซึ่งก็ต้องเปรียบเทียบกับแหลมฉบัง ที่เป็นเมืองท่า

     ดร.คณิศ เลขาฯ EEC กล่าวต่อว่า นอกจากการขยายตัวของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จะต้องมีการวางระบบการท่องเที่ยว ระบบสาธารณูปโภค เรื่องแผนการศึกษา การเข้าไปพัฒนาภาคหัตถกรรมฝีมือของชุมชน ให้สรอดคล้องกับการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญการว่างแผนขับเคลื่อนของ EEC จะต้องมีความชัดเจน อย่างเช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟลางคู่ เข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นต้น อย่างมีข้อกังวนว่าเราอาจจะขยายฐานนิคมอุตสาหกรรมหลัก ไปจากพื้นที่นี้ คงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีพื้นที่สำหรับนิคมอุตสาหกรรม เขต EEC เหลืออยู่อีกประมาณ 2 หมื่นไร่

     นายสนธยา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาของ EEC จะต้องมีการขับเคลื่อนคู่ไปกับภาคประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงตรงนี้ยังมีช่องว่างอีกมาก ทำให้ตนเข้ามารับดูแลกับ EEC ก็ในเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะการพัฒนาย่อมมีผลกระทบทั้งทางที่ดี และไม่ดี เราต้องเอาเรื่องปัญหามาคุยกันบนโต๊ะ ปัญหาถึงจะได้การแก้ไขไปสู่ทางที่ดี  ไม่ใช่เอาเรื่องธุรกิจมาคุยกับบนโต๊ะ  อีกหนึ่งที่เป็นข้อกังวน คือเรื่องปัญหาที่ดิน ขณะนี้มีการปรับตัวของราคาที่ดินไปสูงมาก ทีนี้นักลงทุนจะรับได้หรือไม่ ยังเป็นข้อกังวน เพราะพอรัฐบาลขยับตัวเรื่อง EEC ทีราคาที่ดินก็ปรับตัวสูงขึ้นที อีกด้านหนึ่งคือ การปกครองส่วนท้องถิ่น ยังเป็นรูปแบบเดิม ทำให้เทศบาลนครแหลมฉบัง ต้องแบกรับภาระในการพัฒนาดูแลประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา ทางนายบุญเลิศ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง พยายามผลักดันให้เทศบาลนครแหลมฉบัง เป็นเมืองพิเศษ เพื่อให้มีศักยภาพในการดูและด้านสวัสดิภาพประชาชนมากขึ้น เพราะจะมีรายได้จากภาษี เข้ามามากขึ้น ทำให้สามารถ มีโรงพยาบาล และด้านอื่นๆ  เข้ามาดูแลประชาชน นอกจากนี้ในเรื่องปัญหาขยะมูลฝอย ขยะจากภาคอุตสาหกรรม ที่มากขึ้นมาเป็นเงาตามตัว ต้องจัดการให้เป็นระบบ  นายสนธยา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า นอกจากการขับเคลื่อนพื้นที่ EEC ให้พัฒนา สิ่งที่ต้อง ให้พื้นที่ต่อเนื่องไป จ.จันทบรี และ ตราด ให้เป็นครัวโลก ควบคู่ไปกับพื้นที่ 3 จังหวัด ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เนื่องจากจะมีคนเข้ามาพื้นที่จำนวนมาก

     นางจินดา นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง เห็นด้วยกับการพัฒนาของ EEC แต่อยากฝากให้ทำควบคู่ไปกับการพัฒนา คือเรื่องการคมนาคม ถนนหนทาง เรื่องระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ต้องเกิดตามมา ซึ่งในส่วนของเทศบาลฯ เองสามารถดำเนินการได้ในวงงบประมาณที่จำกัด ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการอุดหนุนจากส่วนกลาง จึงอยากให้ทาง EEC เป็นตัวกลางผลักดันในกระบวนด้านนี้ให้ด้วย

ที่มา : http://www.77jowo.com/contents/63847

ติดต่อเรา