The Eastern Economic Corridor (EEC): Taking OFF จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ

981

The Eastern Economic Corridor (EEC): Taking OFF จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐบาลไทยเปิดเวที โรดโชว์ศักยภาพพื้นที่อีอีซี
เชิญทูต56ประเทศขานรับพร้อมเดินหน้าลงทุน

     "อุตตม"เผยรัฐบาลโดยกระทรวงต่างประเทศ พร้อมเชิญเอกอัคราชทูตต่างประเทศประจาประเทศไทยกว่า 56 ประเทศ สื่อมวลชนทั้งใน และต่างประเทศ เข้ารับฟังนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระยะ 20 ปีข้างหน้า เตรียมโชว์ศักยภาพ "อีอีซี" หัวใจขับเคลื่อนการลงทุนหลัง พ.ร.บ.ฯ มีผลบังคับ ให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นจะเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อยกระดับไทยสู่ยุค 4.0


     นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่าวันนี้ (7 มิ.ย.2561) รัฐบาลโดยกระทรวงต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย กว่า 56 ประเทศ และสื่อมวลชนทุกแขนงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อเข้ามารับฟังนโยบายของรัฐบาลด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระยะ 20 ปี ข้างหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลมุ่งที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน


     "พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทยในการพัฒนาอีอีซีให้นาพาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 โครงการอีอีซีจะเกิดขึ้นในพื้นที่ 3จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โครงการอีอีซียึด 3 หลักการในการพัฒนา 1. “Connectivity”: โครงการอีอีซีจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกับการพัฒนาอื่นๆ ทั้งในและนอกเขตอีอีซี เช่น ในพื้นที่อื่นๆของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งในต่างประเทศ 2. “Inclusivity”: โครงการอีอีซีให้ความสาคัญและรับฟังประขากรในพื้นที่ ประชากรในพื้นที่จะต้องได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างที่ควร, และ 3. “Sustainability”: โครงการอีอีซีมีการวางแผนและดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการจัดทาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้ต่อเนื่อง และนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ทันสมัยระดับนานาชาติ "นายอุตตม กล่าว

     สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งที่จะให้เกิดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีเบื้องต้น 10 อุตสาหกรรมแบ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
  2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
  5. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร

     และอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม
  2. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
  3. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ
  4. อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 5.อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

    ซึ่ง 10 อุตสาหกรรมนี้จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0


     "ขณะนี้เทคโนโลยีโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไทยแลนด์ 4.0 คือการยกระดับการพัฒนาให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยการมุ่งยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ 4.0 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่วางไว้ในเบื้องต้นที่จะสนับสนุนให้ลงทุนในอีอีซี เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และ ทำให้ไทยหลุดพ้นประเทศกับดักรายได้ปานกลางในอนาคต" นายอุตตม กล่าว


     นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการในโครงการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สำหรับอีอีซีรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะลดขั้นตอนการดำเนินงานในช่วงที่ ผ่านมา และยังมีเป้าหมายที่จะเร่งรัดโครงการอีอีซีที่จะทำให้เกิดการประมูลปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า เพื่อให้นัก ลงทุนมั่นใจว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริง และไม่มีความเสี่ยงเมื่อต้องเลือกตั้ง โดยตั้งเป้านำร่องเปิดประมูล 6 โครงการ และเร่งดำเนินการลงทุนอีก 2 โครงการคือ โรงเรียนช่างอากาศยาน และ EECi ให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ ได้แก่ 1.รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ประกาศเชิญชวนไปแล้ว 2. โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น 15 มิ.ย.นี้ 3. โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ที่กำลังเจรจากับบริษัทเอกชนที่สนใจ 4.ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความเห็นของภาคเอกชนครั้งที่ 3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ 5. ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความเห็นของภาคเอกชนครั้งที่ 3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ 6. เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ที่คาดว่าจะเปิดรับฟังความเห็นของภาคเอกชนครั้งแรกในเดือนมิถุนายนนี้ 7. ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภาที่กาลังอยู่ในกระบวนการทำการศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบ 8. เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปีนี้

     นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า หลัง พ.ร.บ.อีอีซี ประกาศใช้จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้นเพราะจะเป็นกฎหมาย ที่ระบุไว้ชัดเจนในแนวทางการดำเนินงานต่างๆ โดยเฉพาะขอบข่ายหน้าที่การดำเนินงาน ซึ่งการประชุม กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ล่าสุดก็ได้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายใต้ พ.ร.บ.อีอีซี พ.ศ. 2561 ได้แก่การเปลี่ยนชื่อจาก คณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) เป็นคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีคณะกรรมการเพิ่มเป็น 28 คน จากเดิม 18 คน เป็นต้น


     “นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มี พรบ.การพัฒนาพื้นที่เป็นการเฉพาะ ที่จะทาให้เกิดความต่อเนื่องในการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยมีประเด็นสาคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) มีองค์กรกากับดูแลอย่างถาวร (2) มีกระบวนการทำงานอย่างชัดเจน (3) มีกองทุนพัฒนาอีอีซี “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดสาหรับนักลงทุนในแง่การให้สิทธิประโยชน์ที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลก ไม่ว่าจะในเชิงสิทธิประโยชน์ทางภาษี และมีศูนย์ One-stop Service เพื่อบริการนักลงทุนอย่างครบวงจรอีกด้วย" นายคณิศ กล่าว


     นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอ ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงอุตสาหกรรม และพัฒนาเมืองในการ ยกระดับพื้นที่ และตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง จะได้รับ สิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกาไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตรา 50% ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่กาหนดระยะเวลา การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุดลงและอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดมั่นใจว่าจะทำให้เกิดการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ภาพรวมปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย 7.2 แสนล้านบาท

 

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายได้ ที่นี่

ติดต่อเรา