EEC Hot News Vol.24

Home > Pr > EEC Hot News Vol.24
1,470

EEC Hot News Vol.24

เคาะรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน-ท่าเรือมาบตาพุด 28 .. นี้
- เร่งผลักดัน ”ไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์”
หนุนสร้างสตาร์ทอัพรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
- เดินหน้าแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะรับการพัฒนาEEC
-
ส่องแนวโน้มความต้องการกำลังคนชลบุรี 5 ปี 
 

เคาะรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน-ท่าเรือมาบตาพุด 28 .. นี้

2 โครงการเมกะโปรเจกต์  “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3” จะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยกรณีท่าเรือมาบตาพุด เลขาธิการ EEC รอการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เจรจากับภาคเอกชนเกี่ยวกับผลตอบแทนการถมทะเล 1,000 ไร่ อีกครั้ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเสนอที่ประชุม กพอ. วันที่ 27 พฤษภาคมนี้ 

       นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาผลการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของรัฐจากโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 กับ กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล หลังจากเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารับหลักการ แต่ขอให้ไปทบทวนรายละเอียดบางส่วนให้เอกชนที่ชนะประมูลเป็นผู้ลงทุนถมทะเล 1,000 ไร่ โดยการนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในฐานะเจ้าของโครงการจะต้องทยอยคืนเงินให้เอกชน เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งเอกชนคิดดอกเบี้ย อยู่ที่ 4.8% คิดเป็นเงิน 720 ล้านบาทต่อปี จาก 2.5% เป็นเงิน 600 ล้านบาทต่อปี ทำให้ กนอ. จะได้รับผลประโยชน์ลดลง 29% เหลือ 6,606 ล้านบาท จาก 9,311 ล้านบาท
 
       โดย กนอ. จะเสนอผลการเจรจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ บอร์ด EEC ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และจะนำผลสรุปเสนอต่อ ครม. พิจารณาในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ 

       สำหรับท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่าโครงการ 55,400 ล้านบาท มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ แบ่งเป็น 200 ไร่ เป็นพื้นที่ก่อสร้าง LNG Terminal ส่วนที่เหลืออีก 800 ไร่ บริหารจัดการโดย กนอ. เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือ คลังสินค้า ทำให้ กนอ. จะมีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งจะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากทุกโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินบริเวณนี้อยู่ที่กว่า 10 ล้านบาทต่อไร่ 

       ทั้งนี้ ในการประชุม ครม. วันที่ 28 พฤษภาคม นอกเหนือจากโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ยังจะมีการพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ด้วย โดยเลขาธิการ EEC ระบุว่าต้องการให้ทั้ง 2 โครงการนี้ เจรจาแล้วเสร็จพร้อมร่างสัญญาภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้จบก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนโครงการอื่นๆ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็๗ภายในเดือนมิถุนายนนี้ 


เร่งผลักดัน ”ไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์”
หนุนสร้างสตาร์ทอัพรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

รองนายกรัฐมนตรีสั่งเร่งผลักดันการขับเคลื่อนโครงการไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์ สร้างสตาร์ทอัพหน้าใหม่รองรับการลงทุนของทั้ง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คาดช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้จะคัดเลือกสตาร์ทอัพนำร่อง 30-40 ราย ให้เข้ามาบ่มเพาะธุรกิจภายในไซเบอร์พอร์ต เพื่อขยายเครือข่ายการลงทุนในอนาคต ด้านไซเบอร์พอร์ต ฮ่องกง พร้อมช่วยเหลือตั้งองค์กรภายในพื้นที่ EEC 

        นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการและวิสาหกิจเริ่มต้น (InnoSpace National Startup  Platform) หรือ ไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นศูนย์กลางสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือสตาร์ทอัพ รองรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรม หลังจากมีหลายหน่วยงานได้เริ่มการพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพบ้างแล้ว อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, บมจ.ปตท., เอสซีจี และกลุ่มทรู เพื่อให้ไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์ เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและไบโอเทค โดยผ่านมาตรการด้านต่าง ๆ รวมทั้งมาตรการจูงใจด้านภาษี

        ทั้งนี้ ไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ จะมีหน้าที่หลัก 4 ประการ ได้แก่
        1. ผลักดันมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เข้ามาตั้งอยู่ในไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ เพื่อง่ายต่อการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
        2. เป็นเสาหลักด้านความรู้ทางการเงิน โดยดึงสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาอยู่ด้วยกัน
        3. เป็นเสาหลักด้านตลาดทุน เพื่อสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ  และร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ
        4. เป็นเสาหลักภาคเอกชน เพื่อร่วมทุนให้กับบริษัทเกิดใหม่ หรือเป็นโค้ชช่วยสร้างสตาร์ทอัพ เพื่อขยายเครือข่ายลงทุนในอนาคต

        อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทราบว่าทางไซเบอร์พอร์ต ฮ่องกง พร้อมเข้ามาช่วยเหลือก่อตั้งองค์กรอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พร้อมกับมอบหมายนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) ช่วยเป็นหัวขบวนในการตั้งองค์กรและตั้งคณะกรรมการ โดยมีตัวแทนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เข้ามาร่วมสร้างไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ เพื่อให้สามารถนำผลงานของนักวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง

        สำหรับการตั้งไซเบอร์พอร์ต ไทยแลนด์ เบื้องต้น จะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่าในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ จะเริ่มจับมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ คัดเลือกผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ประมาณ 30-40 ราย จากนั้นจะเชื่อมโยงกับสตาร์ทอัพหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้กับสตาร์ทอัพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป


เดินหน้าแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะรับการพัฒนาEEC

เปิดแผนแม่บท พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะพื้นที่จังหวัด EEC จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ จากประชาชน, ภาครัฐ และเอกชน

       สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม จัดประชุมสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะกลุ่มจังหวัดฉะเชิงเทรา, ชลบุรี และ ระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

       พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ถือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในเชิงงบประมาณ และขนาดพื้นที่ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยการวางแผนลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบโลจิสติกส์ และการลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 โครงการหลักที่รัฐบาลจะเร่งรัดการก่อสร้างให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ประกอบด้วย 1. โครงการขยายท่าอากาศยานอู่ตะเภา 2. โครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมต่อ 3 สนามบิน 3. โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด และ 4. โครงการรถไฟทางคู่สายภาคตะวันออกที่จะต่อไปถึงจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราดในอนาคต

        นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาอื่นๆ อีกหลายโครงการที่จะเกิดขึ้นตามมาในพื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงส่งผลให้เมืองมีการเจริญเติบโตไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีการใช้ประโยชน์พื้นที่สองข้างทางหนาแน่น ซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่ของประชาชนในพื้นที่เป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะที่ให้บริการในพื้นที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งในการขนส่งสินค้ายังคงพึ่งพาระบบการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ในขณะที่ความสามารถการรองรับของถนนมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้เกิดปัญหาการจราจรคับคั่ง และความแออัดในการสัญจรในเขตเมืองและแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ

        ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีมติเห็นชอบให้ สนข. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งระบบรองของเมืองพัทยา เพื่อเชื่อมสถานีรถไฟความเร็วสูง ภายใต้แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ตามแผนงานการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จึงได้ดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะกลุ่มจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

         โดยมีแนวคิดที่สำคัญในการคัดเลือกระบบขนส่งสาธารณะที่เหมาะสม ประกอบด้วย
         1.สอดคล้องกับปริมาณความต้องการในการเดินทางของประชาชน
         2. ระบบต้องมีค่าลงทุน, ค่าดำเนินการ และค่าบำรุงรักษา ที่เหมาะสม
         3. สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ทางกายภาพ มีประสิทธิภาพ (Transport Efficiency) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Transport) และทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (Inclusive Transport)
         4. ส่งเสริมให้ท้องถิ่นและเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
         5. สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

         ทั้งนี้ สนข. ได้กำหนดเป้าหมายของโครงการให้ได้แผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในระดับภูมิภาคและระดับเขตเมืองในพื้นที่กลุ่มจังหวัด ที่สามารถเชื่อมโยงจุดสำคัญของการเดินทางทั้งเขตชุมชน แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรม และเมืองใหม่ ให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลในอนาคตแบบไร้รอยต่อ และต้องตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้


ส่องแนวโน้มความต้องการกำลังคนชลบุรี 5 ปี 

จังหวัดชลบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของ EEC ที่มีแนวโน้มความต้องการกำลังคนเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2561-2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยคาดว่าจะมีความต้องการการกำลังคนหรือแรงงานจำนวนมากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ 


         ทั้งนี้ ความต้องการกำลังคนในจังหวัดชลบุรีมีทั้งแรงงานที่มีทักษะฝีมือที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีชั้นสูงและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth)  ตามนโยบาย Thailand 4.0  และแรงงานทั่วไปเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและบริการ และภาคเกษตรกรรม โดยคาดการณ์ว่าผลที่ได้รับจากการพัฒนา EEC จะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ไม่น้อยกว่า 100,000 อัตราต่อปี ซึ่งจากปริมาณการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและธรกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี และประมาณการว่าจังหวัดชลบุรีมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า  40,000  อัตราต่อปี

         ในขณะที่ประเมินความต้องการกำลังคนโดยรวมหรือการจ้างงานรวมของจังหวัดชลบุรี ในช่วงปี 2561-2565 พบว่า ความต้องการกำลังคนโดยรวมมีอัตราเฉลี่ย 1,231,523คนต่อปี โดยสาขาการผลิตที่มีความต้องการกำลังคนเฉลี่ยสูงสุด คือ
         1. การขายส่งการขายปลีก, การซ่อมแซมยานยนต์, รถจักรยานยนต์     216,229  คนต่อปี 
         2. ยานยนต์และชิ้นส่วน                                                                          156,995   คนต่อปี
         3. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร                                                         155,238   คนต่อปี

        หากพิจารณาถึงแนวทางการผลิตกำลังแรงงานเพื่อรองรับ EEC คาดว่าจังหวัดชลบุรีจะมีการผลิตกำลังคนเพิ่มมากขึ้นในทุกระดับการศึกษา และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา จะมีการผลิตกำลังคนในระดับวิชาชีพที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นกว่าระดับอื่น ๆ เพื่อตอบสนองแนวทางการเตรียมความพร้อมการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ ที่กำหนดสัดส่วนความต้องการแรงงานตามคุณวุฒิการศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 และนโยบายการพัฒนา EEC โดยต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (New Engine of Growth)

        ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาหรือการผลิตกำลังคนในปี 2561-2570 แบ่งตามระดับการศึกษา พบว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้สำเร็จการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่มีอัตราการเติบโตไม่มากนัก จากปี 2561 จำนวน 33,853คน เพิ่มขึ้นเป็น 36,515 คน ในปี 2570

ที่มา รายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดชลบุรี ปี 2561 (มกราคม-ธันวาคม 2561), สำนักงานแรงงานจังหวัดชลบุรี

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

EEC Hot News Vol.53

ติดต่อเรา