EEC Hot News Vol.59

Home > Pr > EEC Hot News Vol.59
293

EEC Hot News Vol.59

- รัฐบาลหนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายดันเกิดบริษัทใหม่รายได้สูงเพิ่มขึ้น
- อานิสงส์ผังเมือง EEC – สงครามการค้า หนุนนักลงทุนแห่ย้ายฐานผลิตมาไทย  
ไทยพาณิชย์ คาดปี 63 เศรษฐกิจไทยทรงตัว 2.8%อานิสงค์ลงทุนภาครัฐ และ EEC เกื้อหนุน
ไทยไลอ้อนแอร์ รุกขายฝูงบินเพิ่ม หนุนใช้ “อู่ตะเภา” เป็นฮับการบินแห่งใหม่ ในปี’63    

 รัฐบาลหนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
 ดันเกิดบริษัทใหม่รายได้สูงเพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) สำรวจภาวะการเพิ่มขึ้นของบริษัทหน้าใหม่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นหัวหอกดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ พบมีบริษัทหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาก และมีการเติบโตของรายได้สูงกว่าบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น ขณะเดียวกัน พบว่าบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็มีสัดส่วนการขาดทุนที่มากกว่าเช่นกัน เหตุต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อมแต่เนิ่น ๆ ชี้แม้มีความเสี่ยงจากการขาดทุนมากกว่า แต่หากประสบความสำเร็จจะมีการเติบโตของกำไรที่มากกว่าได้เช่นกัน 

         โดยSCB EIC ได้วิเคราะห์ข้อมูลรายบริษัทโดยข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จากนโยบายสนับสนุนธุรกิจใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่ปี 2558 ของภาครัฐ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยการให้สิทธิประโยชน์ทั้งทางด้านภาษีและเงินทุนสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วย  

         1. อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร

         2. อุตสาหกรรมเพื่อประหยัดพลังงาน ผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด

         3. อุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีชีวภาพ

         4. อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข

         5. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

         6. อุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า

         7. อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับ

         8. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

         9. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และบริการสารสนเทศ

         10. อุตสาหกรรมฐานการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม


         พบว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรมดังกล่าว มีบริษัทหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าช่วงก่อนมีนโยบายสนับสนุน และเพิ่มมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น โดยอัตราการเข้าสู่ธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (สัดส่วนของจำนวนบริษัทที่จัดตั้งใหม่ต่อจำนวนบริษัททั้งหมดในอุตสาหกรรมนั้น ๆ) ในช่วงปี 2558 - 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 10.3% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนที่จะมีนโยบายสนับสนุน (ปี 2553 - 2557) ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 8.4% ต่อปี และยังสูงกว่าอัตราการเข้าสู่ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นในช่วงเดียวกันที่ 10.1% ต่อปี ซึ่งทรงตัวจากช่วงก่อนหน้า

         สะท้อนว่ามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นความสนใจในการเข้าสู่ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม บางอุตสาหกรรมเป้าหมายมีอัตราการเข้าสู่ธุรกิจลดลงจากช่วงก่อนหน้า ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตพลังงานทดแทนที่ชะลอลงตามการสนับสนุนธุรกิจพลังงานทดแทนของภาครัฐที่ลดลง รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ชะลอลงตามภาวะอุตสาหกรรม

         ขณะเดียวกัน พบว่า บริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีสัดส่วนของบริษัทที่ขาดทุนมากกว่าบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น โดยสัดส่วนของบริษัทหน้าใหม่ที่จัดตั้งในช่วงปี 2558 - 2560 ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน (กำไรติดลบ) ในปี 2560 อยู่ที่ 39.9% ของจำนวนบริษัททั้งหมดในอุตสาหกรรมนั้น ๆ (เฉพาะบริษัทที่มีข้อมูลงบการเงิน) ขณะที่บริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่นมีสัดส่วนของบริษัทที่ขาดทุนอยู่ที่เพียง 30.5% สาเหตุอาจมาจากการที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องอาศัยนวัตกรรมจึงต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในระยะเริ่มต้น ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้าสู่ธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายควรเตรียมความพร้อมในด้านการลงทุนในช่วงแรก และพร้อมเผชิญความเสี่ยงต่อการขาดทุนที่มากกว่า นอกจากนี้ ยังควรมีการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่รัดกุม เพราะธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีการเติบโตของรายได้สูงกว่าบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่นเช่นกัน และหากมีกำไรจะมีการเติบโตของกำไรที่สูงกว่ามาก 

         สำหรับบริษัทหน้าใหม่ที่จัดตั้งในช่วงปี 2558 - 2560 ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายมีการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อบริษัท 82.4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าบริษัทหน้าใหม่ที่อยู่นอกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีการเติบโตของรายได้ 76.4% และเมื่อพิจารณาเฉพาะบริษัทที่มีกำไร พบว่าบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีกำไรขยายตัวเฉลี่ยถึงปีละ 49.5% เทียบกับบริษัทหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น ที่มีกำไรขยายตัวเพียง 20.6% สะท้อนว่าแม้ธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายจะมีความเสี่ยงของการขาดทุนที่สูงกว่า แต่หากประสบความสำเร็จก็จะสามารถเติบโตได้สูงกว่าธุรกิจอื่นอย่างชัดเจน โดยปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรอาจเป็นได้ทั้งจากความต้องการของสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมเติบโตสูงขึ้น รวมถึงมาตรการทางภาษีของภาครัฐ 

อานิสงส์ผังเมือง EEC – สงครามการค้า
หนุนนักลงทุนแห่ย้ายฐานผลิตมาไทย  

ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม TFD คาดปี 2562 กวาดยอดขายที่ดิน 150 – 200 ไร่ หลังนักลงทุนเข้าดูพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต่อเนื่อง รับอานิสงส์การจัดทำผังเมือง EEC และสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา หนุนผู้ประกอบการทยอยย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น   

         

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JCK กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยระยะแรกจะยกระดับพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา คือ นิคมอุตสาหกรรม TFD 1 และนิคมอุตสาหกรรม TFD 2 ตั้งขนานกับถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี กม.42 อ.บางปะกง จึงทำให้เป็นที่ดึงดูดใจผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ กอปรกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ จนเกิดสงครามการค้า (Trade War) ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีนได้รับผลกระทบ จึงพากันย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในตัวเลือกลำดับต้น ๆ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ EEC ซึ่งรัฐบาลได้ให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนเป็นพิเศษ

         นอกจากนี้ ยังมีการวางผังเมืองของ EEC ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้นิคมฯ TFD ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยได้เริ่มเข้ามาดูพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา และคาดว่าภายในปี 2562 นี้ น่าจะมียอดการขายที่ดิน 150 - 200 ไร่

         “การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและส่งเสริมโครงการ EEC ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ซึ่งต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดยมีเป้าหมายเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว"

ไทยพาณิชย์ คาดปี 63 เศรษฐกิจไทยทรงตัว 2.8%
อานิสงค์ลงทุนภาครัฐ และ EEC เกื้อหนุน
  

SCB EIC เผยการลงทุนภาครัฐ ทั้งในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นตัวช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยไม่ทรุดตัวหนัก หลังสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน ยืดเยื้อและกดดันเศรษฐกิจไปทั่วโลก พร้อมคาดจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2562 เพิ่มจากปีก่อนอยู่ที่ 40.1 ล้านคน ก่อนขยับเป็น 41.6 ล้านคน ในปี 2563 แม้รายได้ท่องเที่ยวลดลง เชื่อเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าจะทรงตัวที่ 2.8%

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC SCB) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งกดดันเศรษฐกิจโลกและการส่งออกของไทย ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง ลามถึงตัวเลขการว่าจ้างงานภาคอุตสาหกรรมไตรมาส 3 ที่หดตัวลงไป 3.7% รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่า 30.3 - 30.8 บาทต่อดอลลาร์ฯ และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังคงเติบโตได้ดี โดยคาดการณ์ในปี 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 40.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากปีก่อนหน้า และปี 2563 จะเพิ่มขึ้น 3.8% อยู่ที่ 41.6 ล้านคน  

         ประกอบกับยังมีปัจจัยสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจไทย จากการลงทุนของภาครัฐทั้งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และโดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะมีผลชัดเจนมากขึ้นในปี 63 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมา โดยจากมูลค่ารวม 300,000 ล้านบาท มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ 0.3% และโครงการชิมช้อปใช้ 10,000 ล้านบาท มีผลกระตุ้นได้อย่างน้อย 0.03% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นตัวช่วยทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 62 ลดลงเหลือ 2.8% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.0% ส่วนในปี 63 จะทรงตัวที่ 2.8% เช่นเดียวกัน  

         ทั้งนี้ จากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจดังกล่าว SCB EIC ต้องการเห็นการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินทั้งด้านดอกเบี้ยและนโยบายการคลัง โดยมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในไตรมาส 4 นี้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า  

ไทยไลอ้อนแอร์ รุกขายฝูงบินเพิ่ม หนุนใช้ “อู่ตะเภา” เป็นฮับการบินแห่งใหม่ ในปี’63  

ไทยไลอ้อนแอร์ พร้อมขยายฝูงบินโดยเตรียมรับมอบเครื่องบินอีก 50 ลำ ภายใน 5 ปี (2563-2567) และขยายเส้นทางบินเพิ่ม สู่ประเทศจีน และอินเดีย รองรับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา หวังให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ของเอเชียในปี 2563 

        นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เปิดเผยว่า สายการบินฯ มีแผนที่จะใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลางการบินทั้งระยะใกล้และระยะไกล ภายในปี 2563 เนื่องจากเป็นสนามบินนานาชาติหลักแห่งที่ 3 ของประเทศ มีพื้นที่โดยรอบประมาณ 6,500 ไร่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 3 ล้านคน โดยตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อจังหวัดชลบุรีและระยอง และยังอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สามารถตอบโจทย์การเดินทางได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนและรัสเซีย 

         ขณะเดียวกัน สนามบินอู่ตะเภา ยังเอื้อต่อการเป็นเมืองการบิน หรือมหานครการบินภาคตะวันออก ด้วยศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งการให้บริการการบิน, การบำรุงรักษาอาคารผู้โดยสาร, ศูนย์ธุรกิจการค้า (Commercial Gatewa), ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Air Cargo), ธุรกิจซ่อมเครื่องบิน (Maintenance Repair and Overhaul : MRO), ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรการบิน และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอากาศยาน (Free Trade Zone) ที่อยู่ระหว่างเปิดประมูล    

         นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการ EEC จะช่วยยกระดับการขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออก และกระจายการเดินทางจากสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่มีปัญหาความหนาแน่นของจำนวนผู้ใช้บริการ มายังสนามบินอู่ตะเภาได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ  

         ดังนั้นในอนาคต สายการบินฯ จึงมีแผนขยายเส้นทางการบินจากสนามบินอู่ตะเภา สู่ประเทศจีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อรองรับตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตมากขึ้น รวมทั้งเตรียมเพิ่มอากาศยานอีก 50 ลำ ในช่วง 5 ปีนี้ (2563-2567) ซึ่งจะรับมอบเครื่องบินอย่างน้อยปีละ 5 - 10 ลำ จากปัจจุบัน ไทยไลอ้อนแอร์ มีจำนวนเครื่องบินทั้งหมด 33 ลำ เป็นโบอิ้ง 737-900ER จำนวน 19 ลำ, โบอิ้ง 737-800 จำนวน 11 ลำ และแอร์บัส A330-300 จำนวน 3 ลำ พร้อมทั้งจะรับพนักงานเพิ่มอีกกว่า 300 คน เพื่อมาทำงานที่สนามบินอู่ตะเภา จากปัจจุบันสายการบินมีช่างทั้งหมด 500 คน 

         ด้าน นางนันทพร โกมลสิทธิ์เวช ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ กล่าวว่า จะขยายเส้นทางการบินจากสนามบินอู่ตะเภาไปทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มแรกจะบินไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเมืองหลัก ๆ ของจีน เช่น เฉิงตู, เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว รวมถึงเมืองมุมไบของอินเดีย เป็นต้น ส่วนเส้นทางบินในยุโรป ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเอกสาร อาทิ ในอังกฤษ คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 2 ปี 2563 

         สำหรับความคืบหน้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eeco.or.th/pr/news/PrepareForUTapaoAerotropolisBudgetProposal

 

 

ติดต่อเรา