EEC Hot News Vol.64

Home > Pr > EEC Hot News Vol.64
451

EEC Hot News Vol.64

.อุตสาหกรรม  จัดหาพื้นที่นิคมฯ เพิ่ม 1.27 หมื่นไร่ เน้นโซน EEC รับนักลงทุนหนีสงครามการค้าโลก 
รุกพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะและของเสีย รับอุตสาหกรรม S-Curve
แนะดึง “วิศวกรไทย” ร่วมเมกะโปรเจกต์ หนุนใช้ชิ้นส่วนแบรนด์ไทยพัฒนาโครงการ
พาณิชย์ ผนึก ‘ทีมไทยแลนด์’ ดึงนักธุรกิจฮ่องกง ทำการค้าเชื่อมการลงทุนในไทย

.อุตสาหกรรม  จัดหาพื้นที่นิคมฯ เพิ่ม 1.27 หมื่นไร่
เน้นโซน EEC รับนักลงทุนหนีสงครามการค้าโลก

         รัฐมนตรีอุตสาหกรรม สั่งเร่งจัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับนักลงทุนต่างประเทศย้ายฐานผลิตหนีผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมเร่งเครื่องนิคมฯสมาร์ทปาร์ค รองรับอุตสาหกรรม 4.0 คาดเริ่มก่อสร้างปี 2563 และเปิดรับนักลงทุนได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า

          นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการแถลงผลงาน 3 เดือน “99 วัน อุตสาหกรรมทำได้” ว่า ได้เร่งรัดการจัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 12,772 ไร่ เพื่อรองรับนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นนิคมฯ จัดตั้งใหม่ พื้นที่ประมาณ 6,306 ไร่ ได้แก่ นิคมฯแพรกษา อินดัสเทรียลล์ จังหวัดสมุทรปราการ 649 ไร่, นิคมฯซีพีจีซี จังหวัดระยอง ประมาณ 3,068 ไร่, นิคมฯบ่อทอง 33 จังหวัดปราจีนบุรี 1,746 ไร่, นิคมฯโรจนะ (แหลมฉบัง) 843 ไร่ ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จจะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 185,240  ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 46,310 คน

         รวมทั้งยังเตรียมพื้นที่นิคมฯรองรับนักลงทุนต่างประเทศที่ต้องการขยายฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนอีก 6,466 ไร่ ได้แก่ นิคมฯอมตะ ซิตี้ จังหวัดระยอง 2,500 ไร่, นิคมฯ ปิ่นทอง 4 ประมาณ 480 ไร่, นิคมฯ ซีพีจีซี 2,205 ไร่ และนิคมฯ ดับบลิวเอชเอ1,281 ไร่ ส่วนการพัฒนานิคมฯ สมาร์ทปาร์ค จังหวัดระยอง พื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ จะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรม 4.0 คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในปี 2563 และเปิดรับการลงทุนในปี 2566

         “กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดเตรียมและจัดหาที่ดินสำหรับนักลงทุน  เพื่อเชิญชวนให้นักลงทุนจีนและฮ่องกงขยายการลงทุนมาในพื้นที่ EEC และพื้นที่การลงทุนเป้าหมายของไทยโดยเฉพาะในช่วงสงครามการค้า ซึ่งได้จัดเตรียมพื้นที่รองรับไว้แล้วประมาณ 6,466 ไร่”

         ขณะที่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ใน EEC ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักโครงการแรก 1 ใน 5 โครงการลงทุนขนาดใหญ่  เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีพื้นที่ทั้งหมด 1,000 ไร่ โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 62 ที่ผ่านมา การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กับ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด มูลค่าโครงการประมาณ 47,900 ล้านบาท แบ่งเป็น กนอ. ลงทุน 1.29 หมื่นล้านบาท และเอกชนลงทุน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยหลังโครงการพัฒนาแล้วเสร็จจะรองรับสินค้าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติและสินค้าปิโตรเคมี เพิ่มอีกประมาณ 14 ล้านตันต่อปี ในอีก 30 ปีข้างหน้า

         นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้เร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมี 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
         1.มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย
         2.มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารปี 2562-2571 โดยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม
         3.มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยผลักดันให้เกิดการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภาคการผลิตและบริการเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มียอดส่งเสริมการลงทุนแล้ว 65 กิจการ มูลค่ากว่า 9,642 ล้านบาท
         4.มาตรการด้านเกษตรอุตสาหกรรม โดยยกระดับศักยภาพ SMEs อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นต้น

รุกพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะและของเสีย
รับอุตสาหกรรม S-Curve

          กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดตัวผลงานเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะและของเสีย เพื่อนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตของประเทศ (S-Curve) หวังยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบแก่ภาคอุตสาหกรรมและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 

          นายสุระ เพชรพิรุณ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลจัดการขยะและของเสีย และวัตถุดิบแร่โลหะ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) ได้แก่ เทคโนโลยีรีไซเคิลแม่เหล็กกำลังสูงในฮาร์ดไดร์ฟและมอเตอร์ไฟฟ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีโลหะหายากนีโอดีเมียม (Neodymium Magnet) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งโลหะนีโอดีเมียมดังกล่าวจะเป็นวัตถุดิบตั้งต้นให้กับอุตสาหกรรม S-Curve ได้หลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นต้น

         นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลของเสียฝุ่นสังกะสีที่ได้จากอุตสาหกรรมชุบเคลือบโลหะให้กลายเป็นสังกะสีซัลเฟต (Zinc Sulfate) ที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยนำไปใช้ในการผลิตอาหารเสริมสำหรับสัตว์และเป็นสารปรับปรุงคุณภาพดิน ทั้งนี้ หากพัฒนากระบวนการรีไซเคิลทำให้สังกะสีซัลเฟตมีความบริสุทธิ์มากขึ้น จะสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับคน หรือใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพิ่มมูลค่าได้อีกหลายสิบเท่าในอนาคต 

         ขณะเดียวกัน ยังมีเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Panel) ซึ่งสกัดได้แร่เงินบริสุทธิ์ 99.98% ออกมาใช้ใหม่เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเตรียมที่จะต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลส่วนประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติมในปี 2563 เช่น ซิลิกอน (Silicon) เนื่องจาก 5 ปีจากนี้ จะมีแผงโซลาร์เซลล์เริ่มหมดอายุการใช้งานและกลายเป็นของเสียระลอกแรก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และยังมีเทคโนโลยีรีไซเคิลถุงบรรจุภัณฑ์ที่มีอะลูมิเนียมฟอยล์เป็นองค์ประกอบ โดยแยกสกัดโลหะอลูมิเนียมและแวกซ์ ออกมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม และจะขยายผลแยกส่วนที่เป็นน้ำมันสำหรับผลิตเป็นเชื้อเพลิงระยะต่อไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีขยะประเภทอะลูมิเนียมฟอยล์จำนวนมาก ซึ่งรีไซเคิลได้ยาก จึงนิยมกำจัดด้วยการฝังกลบ

         “ผลสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลดังกล่าว เป็นความสำเร็จตามเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วยนวัตกรรม (Innovation) และรูปแบบธุรกิจใหม่ (New Business Model) โดยการเปลี่ยนขยะหรือของเสียที่ถูกมองว่าเป็นปัญหากลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน หรือที่เรียกว่า Waste to Resource ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน”

         ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 กพร. ได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจแล้วกว่า 2,000 ราย ทำให้เกิดธุรกิจรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรมรายเล็กมากกว่า 50 ราย และผู้ประกอบการนำไปต่อยอดภายในสถานประกอบการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 100-150 ล้านบาทต่อปี 

แนะดึง “วิศวกรไทย” ร่วมเมกะโปรเจกต์
หนุนใช้ชิ้นส่วนแบรนด์ไทยพัฒนาโครงการ

          สภาวิศวกร จัดงานเสวนา “โครงการเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ วิศวกรไทยได้หรือเสีย” แนะดึง “วิศวกร-ช่างเทคนิคไทย” ลุยเมกะโปรเจกต์ภาครัฐแบบมีส่วนร่วม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม หวังเกิดการพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคต และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

          นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาครัฐมีการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในระยะเร่งด่วน 8 ปี (ปี 2558-2565) จำนวนถึง 44 โครงการ วงเงิน 1.97 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะระบบราง อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง 993 กิโลเมตร เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, โครงการรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย-จีน ระยะทาง 252 กิโลเมตร, โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และการขยายสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่น ๆ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ที่ผ่านมา ยังพบข้อจำกัดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม ทั้งในขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง และการผลิตแก่วิศวกรไทย ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและนำเข้าสิ่งก่อสร้างจากต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

         ทั้งนี้ สภาวิศวกร ได้แนะภาครัฐเปิดโอกาสให้ “วิศวกรและช่างเทคนิคของไทย” เข้าร่วมโครงการเมกะโปรเจกต์แบบมีส่วนร่วม พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม อาทิ ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง การผลิต เป็นต้น พร้อมกับสนับสนุนการใช้วัสดุชิ้นส่วนที่บริษัทไทยสามารถผลิตได้เข้ามาใช้ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพวิศวกรไทยให้สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและลดการนำเข้าสิ่งก่อสร้างจากต่างประเทศ

พาณิชย์ ผนึก ‘ทีมไทยแลนด์’
ดึงนักธุรกิจฮ่องกง ทำการค้าเชื่อมการลงทุนในไทย

        กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยไทยยังเนื้อหอมเป็นตลาดเป้าหมายสำหรับการลงทุนทำการค้า นักธุรกิจฮ่องกงเตรียมตบเท้าเดินทางมาร่วมงานจับคู่ธุรกิจที่ประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ จำนวนกว่า 40 ราย

        นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองฮ่องกง ร่วมกับ Hong Kong Productivity Council HKPC  จัดงานสัมมนาดึงนักธุรกิจฮ่องกงทำการค้าเชื่อมการลงทุนในไทย ภายใต้หัวข้อ Connecting Opportunities: Optimizing Trade and Investment in Thailand; the Gateway to ASEAN เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ Atlaspace เมืองฮ่องกง

       โดยเป็นการจัดสัมมนาแบบครบวงจร มีการให้ข้อมูลเรื่องโอกาสการค้า การลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BO)I สิทธิพิเศษของนักลงทุน และการส่งเสริมลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การให้ความรู้เรื่องระบบการเงินในประเทศไทยโดยธนาคารกรุงเทพฯ รวมทั้งการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจลงทุน และย้ายฐานการผลิตโดยผู้แทนจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และบริษัท Fraser Thailand

       ด้าน นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักธุรกิจฮ่องกงจำนวนมาก ติดต่อเข้ามาขอข้อมูลในเรื่องการทำการค้าและการลงทุนเพื่อย้ายฐานการค้าและการผลิตมาตั้งในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ข้อตกลงทางการค้า ASEAN-HK FTA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 62 ที่ผ่านมา  ทางรัฐบาลฮ่องกงจึงสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมจากโครงการ the Branding, Upgrading and Domestic Sales – Enterprise Support Programme เพื่อส่งเสริม SMEs ฮ่องกงให้พัฒนาธุรกิจไปยังประเทศในอาเซียน โดยสนับสนุนเงินทุนในกิจกรรมการค้า การเปิดตลาด การลงทุนให้แก่นักธุรกิจฮ่องกง โครงการละ 1 ล้านเหรียญฮ่องกง ซึ่งมีแผนจะขยายถึง 3 ล้านเหรียญฮ่องกง และให้ทุนสนับสนุนได้สูงสุด 10 โครงการต่อราย โดยทาง HKPC เป็นผู้ดำเนินการจัดการเรื่องคำขอและพิจารณาจัดสรรทุน และได้ร่วมมือกับ สคต.ฮ่องกง นำนักธุรกิจฮ่องกงเดินทางไปเยือนไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา

       “การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และได้เสียงตอบรับที่ดีมากจากนักธุรกิจชาวฮ่องกง โดยประเทศไทยยังคงเป็นตลาดเป้าหมายในการทำการค้า และยังเป็นจุดหมายในการตั้งฐานการผลิตและการลงทุนด้วย”

       จากผลตอบรับที่ดีข้างต้นเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการจัดคณะผู้บริหารระดับสูง และนักธุรกิจฮ่องกงรายสำคัญเดินทางเยือนไทยถึง 3 คณะ ในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ เริ่มจากในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน คณะผู้นำเข้าข้าวไทยจากฮ่องกงกว่า 40 ราย และผู้นำเข้าสินค้าผลไม้และอาหารแปรรูป จะเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ  ต่อด้วยการเยือนไทยของคณะผู้บริหารระดับสูงฮ่องกง นำโดย Mr. Edward Yau, Secretary for Commerce and Economic Development เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและฮ่องกง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

          ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทย โดยช่วง 9 เดือนแรกปี 2562 (มกราคม – กันยายน) การค้าระหว่างไทย-ฮ่องกง มีมูลค่ารวม 10,880 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทยไปตลาดฮ่องกง อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง และข้าว เป็นต้น   ส่วนสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากฮ่องกง อาทิ เครื่องเพชรพลอย, อัญมณี, เงินแท่งและทองคำ, เคมีภัณฑ์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ติดต่อเรา