Home > Pr > EEC Hot News Vol.67

EEC Hot News Vol.67

578

EEC Hot News Vol.67

- BOI เพิ่มสิทธิประโยชน์ หนุน ‘ไบโอเทค-นาโนเทค’ ลงทุน EEC
- กระทรวงแรงงาน เร่งปั้นนักศึกษาวิศวะ ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และ EEC 
- ไทย – ตุรกี รุกผลักดันเจรจา FTA ชวนลงทุน EEC ในอุตสาหกรรมชั้นสูง 
- อานิสงส์ผังเมือง EEC หนุนที่ดินพร้อมขายในนิคมฯ ภาคตะวันออก พุ่งแตะ 5,000 ไร่ 

BOI เพิ่มสิทธิประโยชน์ หนุน ‘ไบโอเทค-นาโนเทค’ ลงทุน EEC

         คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไฟเขียวเพิ่มสิทธิประโยชน์การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หนุนกิจการเป้าหมาย ทั้งไบโอเทค นาโนเทค วัสดุขั้นสูง และดิจิทัล ลงทุนเพิ่มเติม ควบคู่การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใน 3 จังหวัด EEC ที่เข้าไปตั้งกิจการ เริ่มบังคับใช้ในปี 2563 

         นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ด BOI ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ดึงดูดมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มประเภทกิจการเป้าหมายให้ครอบคลุมกว้างขึ้น ได้แก่

         1. กิจการในกลุ่มที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปีตามสิทธิพื้นฐานเกือบทุกประเภท (กลุ่ม A1, A2, A3) ยกเว้นกิจการบางกลุ่ม เช่น กิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการชัดเจน, กิจการที่มีเงื่อนไขบังคับเรื่องที่ตั้งสถานประกอบการซึ่งไม่อยู่ใน 3 จังหวัด EEC เป็นต้น

         2. กิจการในกลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ ไบโอเทค นาโนเทค วัสดุขั้นสูง และดิจิทัล และกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย เช่น กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ กิจการวิจัยและพัฒนา กิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

         สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้กำหนดเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใน 2 ทางเลือก ได้แก่ เกณฑ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเกณฑ์ที่ตั้ง โดยสามารถเลือกดำเนินการทั้งสองเกณฑ์ควบคู่กันเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสูงสุด หรือเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งก็ได้ ดังนี้

         1. เกณฑ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : กรณีมีการพัฒนาบุคลากรไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามรูปแบบที่กำหนด เช่น โครงการ Work-integrated Learning (WiL) สหกิจศึกษาและทวิภาคี หรือรูปแบบที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเห็นชอบ จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใน 2 ลักษณะแตกต่างกันตามกลุ่มประเภทกิจการ คือ
         - กิจการในกลุ่ม A1, A2, A3 จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี

         - กิจการในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายและกิจการสนับสนุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มเติม 2 ปี

         2. เกณฑ์ที่ตั้ง : ในกรณีตั้งโครงการในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ ได้แก่ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) และศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา (EECmd) จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้ 

         - กิจการในกลุ่ม A1, A2, A3 จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติม 2 ปี

         - กิจการในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายและกิจการสนับสนุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มเติม 1 ปี นอกจากนี้ กรณีตั้งในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 1 ปี ด้วย

         ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 จนถึงสิ้นปี 2564 ยกเว้นโครงการที่จะตั้งในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ 4 แห่ง (EECi EECd EECa และ EECmd) สามารถยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการนี้ได้โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการยื่นคำขอ

         ส่วนมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะมีการพิจารณาร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริม SMEs ปัจจุบัน ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการออกไปถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563

กระทรวงแรงงาน เร่งปั้นนักศึกษาวิศวะ
ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และ EEC 

         กระทรวงแรงงาน และสถาบัน AHRDA เดินหน้าพัฒนาทักษะนักศึกษาสาขาวิศวกรรรมยานยนต์ ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดแรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หวังปฏิรูปกำลังแรงงานให้มีศักยภาพรองรับนวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง (High Technology) และแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

         นาย ธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสง่า วงศ์ษาพาน ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานเปิดการฝึกทักษะฝีมือโครงการสหกิจศึกษา โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (AHRDA) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดการฝึกอบรมให้แก่นักศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัยดังกล่าว จำนวน 28 คน ที่กำลังศึกษาสาขาวิศวกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้นปีที่ 4 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แบ่งหัวข้อการฝึกอบรมเป็น 5 โมดุล ได้แก่
         1. พื้นฐานอุตสาหกรรม
         2. เทคโนโลยีการผลิตระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม
         3. การควบคุมลำดับขั้น
         4. การใช้เครื่อง CMM เพื่อการตรวจสอบชิ้นส่วนยานยนต์
         5. การปรับแต่งไฮดรอลิกและการบำรุงรักษาเครื่องจักร

 

         เบื้องต้น ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม 168 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 - 29 มกราคม 2563 โดยสถาบัน AHRDA จะมีบริการหอฟรีให้แก่นักศึกษาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สะดวกในการเดินทาง และมีเวลาฝึกอบรมมากขึ้น นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมจะเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกร ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นวิศวกรควบคุมงานได้ในอนาคต และโครงการนี้ยังมีส่วนสำคัญในการป้อนกำลังแรงงานสู่จังหวัดสมุทรปราการ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกด้วย

         ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการในเครือข่ายของสมาคมฯ ได้แก่ บริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ชิบาตะ เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด, บริษัท วาย เอส ภัณฑ์ จำกัด, บริษัท ไทยซัมมิท โอโตโมทีฟ จำกัด โดยจะคัดเลือกนักศึกษากลุ่มดังกล่าวที่กำลังจบการศึกษาแล้วเข้าทำงาน และเพื่อให้เยาวชนมีทักษะสูงขึ้น สามารถทำงานได้ตามความต้องการ ผลิตชิ้นส่วนได้มาตรฐาน 

         “สถาบัน AHRDA) เป็นศูนย์ Training Excellent Center ของ กพร. เพื่อยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับสากล มุ่งเน้นพัฒนากำลังแรงงานในสายการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ด้วยการสร้างช่างเทคนิคและวิศวกรที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบกิจการ สอดคล้องกับนโยบาย Workforce transformation ของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน” นายธวัชกล่าว

 

ไทย – ตุรกี รุกผลักดันเจรจา FTA
ชวนลงทุน EEC ในอุตสาหกรรมชั้นสูง 

         รมช.พาณิชย์ หารือทูตตุรกี พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายให้ได้ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามเป้าหมาย ในปี 2563 พร้อมเชิญชวนให้ลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยฝ่ายตุรกีแสดงความสนใจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน  

         นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือกับ นางเอฟเรน ดาเดเลน อักกุน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย ระบุไทยและตุรกีพร้อมสานต่อและกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจเพื่อให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายบรรลุเป้าหมาย 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามเป้าหมาย และจะร่วมกันผลักดันให้การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ตุรกี ให้เสร็จภายในปี 2563 หลังจากได้เจรจากันมาแล้ว 6 รอบ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการหารือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง         

         นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าต่าง ๆ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ รวมทั้งแสวงหาโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งจะนำมาสู่การขยายมูลค่าการค้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว ในโอกาสนี้ รมช.พาณิชย์ ได้เชิญนักธุรกิจตุรกีเข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย เช่น งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair 2020 และงาน THAIFEX เป็นต้น ขณะที่ฝ่ายตุรกีแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ เพื่อกระตุ้นการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

         ปัจจุบัน ตุรกีเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทยในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยการค้าระหว่างกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 1,378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด และในปี 2561 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,427 ล้านดอลลาร์ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในตุรกี ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง สำหรับสาขาที่ไทยมีศักยภาพเข้าไปลงทุน ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม สปา ธุรกิจเกี่ยวกับการจัดประชุมและนิทรรศการ อุตสาหกรรมประมงและเกษตรแปรรูป รวมทั้งการผลิตอาหารฮาลาล

อานิสงส์ผังเมือง EEC
หนุนที่ดินพร้อมขายในนิคมฯ ภาคตะวันออก พุ่งแตะ 5,000 ไร่ 

         ภายหลังแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล หนุนพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเพิ่มเท่าตัว จาก 2,500 ไร่ เป็น 5,000 ไร่ และราคาที่ดินเติบโตอีก 10-20% จากความต้องการใช้ที่ดินเพื่อลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์ ของทุนต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะ 3-5 ปี ข้างหน้า      

         นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ JCK ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก เปิดเผยถึงราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ “แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2562” หรือผังเมือง EEC ซึ่งครอบคลุมใน 3 จังหวัดหลัก คือ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ JCK ทำให้จำนวนที่ดินที่จะพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมTFD ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 2,500 ไร่ เป็น 5,000 ไร่

         ขณะเดียวกัน คาดว่าจะส่งผลให้ราคาขายที่ดินต่อไร่ เพิ่มขึ้น 10-20% จากปัจจุบันขายที่ 9.5 ล้านบาทต่อไร่ และน่าจะรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เนื่องจากตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุว่า พื้นที่จังหวัดดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาเชื่อมโยงทั้งในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมและขนส่ง รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบการตั้งถิ่นฐานและภูมิสังคม ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และการประกอบกิจการ ระบบบริหารจัดการน้ำ ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะระบบการป้องกันอุบัติภัย                   

         ทั้งนี้ ความชัดเจนด้านแผนผังที่ดินในโครงการ EEC ดังกล่าว เกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เพราะนักลงทุนกำลังเคลื่อนย้ายลงทุนจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ โดยพบว่าขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติแสดงความต้องการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น อาทิ กลุ่มทุนจากจีน ยุโรป เป็นต้น และกระจายในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ และโลจิสติกส์ เป็นต้น 

 

 

ติดต่อเรา