Home > Pr > EEC Hot News Vol.73

EEC Hot News Vol.73

417

EEC Hot News Vol.73

- พัฒนา ‘พลังงานอัจฉริยะ’ ในนิคมฯ หนุนศักยภาพ EEC
- เผย ก.พ.63 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 20 ราย เทเม็ดเงินลงทุน 718 ล้านบาท พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี-องค์ความรู้ให้แรงงานไทย
- เปิดแผนสร้างมอเตอร์เวย์ “ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ” เชื่อมพื้นที่ EEC
- โชว์ทดสอบ 5G ในท่าเรือแหลมฉบัง รองรับอุตฯโลจิสติกส์ในพื้นที่ EEC

พัฒนา ‘พลังงานอัจฉริยะ’ ในนิคมฯ หนุนศักยภาพ EEC

       การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะหวังพึ่งพาพลังงานดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยนวัตกรรมพลังงานที่เป็นพลังงานอัจฉริยะมาช่วยเสริมทัพ หรือกระทั่งเป็นพลังงานหลัก สำหรับในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) จับมือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลุยโครงการนำร่องเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน ทั้งระบบ Smart Microgrid, Peer-to-Peer Energy Trading, Energy Storage และนวัตกรรมด้านพลังงานอื่น ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป สนับสนุนการเป็นผู้นำในการให้บริการสาธารณูปโภคและไฟฟ้าครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมศักยภาพการลงทุนในบริเวณพื้นที่        

       บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานด้านต่าง ๆ เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในพื้นที่อุตสาหกรรม (Smart Microgrid), โครงสร้างตลาดไฟฟ้า (Peer-to Peer Energy Trading) โครงสร้างอัตราค่าบริการรูปแบบใหม่ (Net Metering) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป โดยการศึกษาบางส่วนจะยื่นเสนอเพื่อเข้าร่วมโครงการทดลองนวัตกรรมพลังงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ ERC Sandbox

         นายนิพนธ์ บุญเดชานันทน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารWHAUP กล่าวว่า บริษัทฯ เห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อรองรับการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งตามแผนจะมีการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (Gas-fired Cogeneration Power Plant) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)และระบบเก็บกักพลังงาน (Energy Storage System) โดยในปี 2563 บริษัทฯจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสิ้น 591 เมกะวัตต์ และมั่นใจว่าจะพัฒนาโครงการต่าง ๆ ได้เป็นผลสำเร็จ เพราะมีฐานลูกค้าในนิคมฯ ที่สามารถรองรับการให้บริการเป็นจำนวนมาก

       ทั้งนี้ การพัฒนานวัตกรรมและระบบการบริหารจัดการพลังงานดังกล่าว จะมีส่วนช่วยลดต้นทุนและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

เผย ก.พ.63 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 20 ราย
เทเม็ดเงินลงทุน 718 ล้านบาท พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี-องค์ความรู้ให้แรงงานไทย

       ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ไทยยังคงเนื้อหอม ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อนุญาตต่างชาติลงทุนในไทย 20 ราย ด้วยเม็ดเงินลงทุน718 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และอินเดีย ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนแรก มีเงินลงทุนประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น 313% หรือประมาณ 1,235 ล้านบาท

       นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติ 20 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ ส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจประมาณ 718 ล้านบาท และทำให้เกิดการจ้างงานคนไทย 314 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน


            “การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โลหะและเทคโนโลยีการรีไซเคิล องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานไฟฟ้า และองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกไบโอคอมพาวด์ เป็นต้น”


       สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่

            1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา เงินลงทุน 536 ล้านบาท อาทิ ผลิตภัณฑ์โลหะที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ บริการพิมพ์แบบรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

            2. ธุรกิจตัวแทน/ค้าส่ง 3 ราย จากสิงคโปร์ และอินเดีย เงินลงทุน 65 ล้านบาท อาทิ ตัวแทนบริการทั่วไปของสายการบินในการบริหารจัดการพื้นที่ว่างบนอากาศยานเพื่อการรับขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ การค้าส่งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Battery : EV Battery) เป็นต้น

            3. คู่สัญญากับเอกชน 2 ราย จากเกาหลีใต้ และจีน เงินลงทุน 27 ล้านบาท อาทิ บริการให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจสอบการทำงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารเทียบเครื่องบิน เป็นต้น

            4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 8 ราย จากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเบอร์มิวดา เงินลงทุน 90 ล้านบาท อาทิ บริการจัดการด้านการผลิตสินค้าประเภทเม็ดพลาสติกไบโอคอมพาวด์


       ทั้งนี้ ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 63 (ม.ค.-ก.พ.2563) มีคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาต จำนวน 45 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,630 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า จำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 11 ราย คิดเป็น 32% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 1,235 ล้านบาท คิดเป็น 313% เนื่องจากในปี 63 มีต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการออกแบบ ติดตั้ง วางระบบ ทดสอบ ให้คำแนะนำทางเทคนิค ฝึกอบรม และบำรุงรักษาระบบโทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet Protocol Television (IPTV) บริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ เป็นต้น

เปิดแผนสร้างมอเตอร์เวย์ “ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ” เชื่อมพื้นที่ EEC

       การคมนาคมที่เชื่่อมต่อกันอย่างราบรื่น เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ล่าสุดกรมทางหลวงจึงได้แจกแจงแผนการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

       นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (M7) ว่า   การพัฒนาโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์ – สนามบินสุวรรณภูมิของกรมทางหลวง มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร คร่อมอยู่บนแนวทางหลวงพิเศษหมายเลข7 ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นบริเวณทางแยกต่างระดับศรีนครินทร์

เชื่อมต่อโครงข่ายกับทางพิเศษสายศรีรัช รวมทั้งมีทางเข้า-ออกเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ และมีจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณลาดกระบัง รวมระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร

       โดยโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของปริมาณจราจร 4.2% ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเปิดพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งรองรับปริมาณการเดินทางเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิให้รวดเร็ว ปลอดภัยและสามารถคาดการณ์ระยะเวลาการเดินทางได้แน่นอน รองรับการขยายตัวของปริมาณผู้โดยสาร ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิคาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 ล้านคน ภายในปี 2575

โชว์ทดสอบ 5G ในท่าเรือแหลมฉบัง
รองรับอุตฯโลจิสติกส์ในพื้นที่ EEC
          

      เอไอเอส ทดสอบการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ควบคุมเครนยกตู้สินค้าได้จากระยะไกล ภายในท่าท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้เป็นรายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยบริหารจัดการขนส่งสินค้าในท่าเรือพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นเกตเวย์ของไทย และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำหรับการค้าการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต

      นายฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ได้นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ทดสอบการควบคุมเครนยกขนตู้สินค้าที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ภายในท่าเทียบเรือ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย จากห้องบังคับระยะไกลโดยผ่านการส่งสัญญาณควบคุมเครนจากห้องควบคุมด้วยระบบโครงข่าย

     5G ของเอไอเอส ทำให้การบริหารจัดการเครนยกขนตู้สินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะเป็นต้นแบบให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เห็นถึงประโยชน์และนำ 5Gไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต และยังรองรับการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

      ทั้งนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล้ำหน้า อย่าง 5G มาทดสอบใช้งานในกิจการท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่สำคัญให้แก่ประเทศไทย โดยเอไอเอส ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อไป

ติดต่อเรา