การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

Home > Pr > News > การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561
1,064

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบ เรื่องสำคัญๆ ดังนี้

1.      การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (EEC Project List) รวม 4 โครงการ

 โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญใน EEC (EEC Project List) มีทั้งหมด 5 โครงการ โดย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการแรกที่ได้ออกเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐไปแล้ว เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 และกำหนดรับข้อเสนอเอกชนในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

ในการประชุมครั้งนี้ กพอ. ได้เห็นชอบหลักการของ 4 โครงการที่เหลือ และรับทราบกำหนดการออกประกาศ หนังสือชี้ชวนของทั้ง 4 โครงการภายในเดือนตุลาคม 2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1)     โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก

  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ  กองทัพเรือ
  • กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  นอกเหนือจากทางวิ่งที่ 2 และทางขับ (Runway 2 & Taxiway) ที่รัฐบาลจะเป็น ผู้ลงทุนแล้ว มีกิจกรรมรวม 6 ประเภท

          1)      อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (หลังที่ 3)

          2)      ศูนย์ธุรกิจการค้า (Commercial Gateway) และการขนส่งภาคพื้น (GTC)

          3)      ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (ระยะที่ 2 นอกเหนือจากระยะแรก 500 ไร่)

          4)      เขตประกอบการค้าเสรี (Cargo Village or Free Trade Zone) และเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

          5)      ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (Cargo Complex)

          6)      ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ

                    

ทั้งนี้รวมถึงกิจการสาธารณูปโภคที่จำเป็น และการจัดตั้งหอบังคับการบิน ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ 

  • กำหนดการทำงาน

             o   กำหนดออกหนังสือชี้ชวน ต.ค. 2561

             o   กำหนดได้เอกชนผู้ร่วมทุน ก.พ. 2562

             o   เปิดดำเนินการ 2566

ประโยชน์ของโครงการ

  • ประเทศไทยได้สนามบินนานาชาติขนาด 60 ล้านคน (ความจุผู้โดยสารเท่ากับสนามบินสุวรรณภูมิ     ในปัจจุบัน) สามารถช่วยลดความอัดแอของสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ
  • สนามบินอู่ตะเภาจะเป็นกลายเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างงาน สร้างธุรกิจ การศึกษา  การท่องเที่ยว และการบริการอื่นๆ ให้กับประชาชนโดยทั่วไป  ในอนาคตพื้นที่จากพัทยา-ระยอง จะกลายเป็นศูนย์กลางการขยายตัวของการพัฒนาไปโดยรอบไปสู่การเป็น มหานครการบินภาคตะวันออก (Eastern Aerotropolis) ในระยะ 10 ปีข้างหน้า
  • เมืองการบินภาคตะวันออก:สนามบินอู่ตะเภาจะเป็นศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศไทย

ข้อมูลการลงทุนที่สำคัญ (มูลค่าปัจจุบัน, NPV)

  • เงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท (ภาครัฐ 17,768 ล้านบาท ภาคเอกชน 272,232 ล้านบาท)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 189,999 ล้านบาท  ไม่นับรวมการจ้างงาน 15,640 ตำแหน่งต่อปี
  • ผลตอบแทนโครงการ 193,612 ล้านบาท (ภาครัฐ 119,353 ล้านบาท ภาคเอกชน 74,259 ล้านบาท)

2)     โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา

เป็นการย้ายศูนย์ซ่อม ของ การบินไทย ออกจากที่เดิม เพื่อก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และ อาคารผู้โดยสารใหม่ โดยใช้เป็นโอกาสในการลงทุนให้ศูนย์ซ่อมใหม่ ให้ขนาดใหญ่ขึ้น และทันสมัยมากขึ้นเพื่อผลักดัน อุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศ

          

  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

          กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 

             o การซ่อมใหญ่อากาศยาน (Heavy Maintenance / Base Maintenance)
             o การซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด (Line Maintenance)
             o การพ่นสีอากาศยาน และส่วนประกอบอื่น (Aircraft Painting)
             o กิจกรรมอื่นๆ ในการซ่อมบำรุงอากาศยาน

  • กำหนดออกหนังสือชี้ชวน ต.ค. 2561
  • กำหนดได้เอกชนผู้ร่วมทุน ธ.ค. 2562
  • เปิดดำเนินการกลางปี 2565

ประโยชน์ของโครงการ

  • ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน และผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในภูมิภาค
  • ได้รับเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างบุคลากรด้านช่างอากาศยานตามมาตรฐานสากล

ข้อมูลการลงทุนที่สำคัญ (มูลค่าปัจจุบัน, NPV)

  • เงินลงทุนรวม 10,588 ล้านบาท (ภาครัฐ 6,333 ล้านบาท ภาคเอกชน 4,255 ล้านบาท)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 22,100 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงานเทคโนโลยีขั้นสูง (ประมาณ 80,000 ล้านบาท) และการเพิ่มรายได้จากบริการสายการบินต่างประเทศ (ประมาณ 200,000 ล้านบาท)
  • ผลตอบแทนโครงการ 38,872 ล้านบาท (ภาครัฐ 36,000 ล้านบาท ภาคเอกชน 2,872 ล้านบาท)

 

3)       โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3

เป็นโครงการที่สำคัญมากเพราะเป็นประตูส่งออกของประเทศหากไม่เร่งดำเนินการจะทำให้ท่าเรือเดิม เต็มความจุ เป็นข้อจำกัดการส่งออก จึงต้องขยายท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าเรือระดับภูมิภาค เพิ่มความสามารถเป็น 15 ล้าน TEU จาก 8 ล้าน TEU ในปัจจุบัน

  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ  การท่าเรือแห่งประเทศไทย
  • กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  ท่าเรือ E0 E1 E2 F1 และ F2

                   

โดยการท่าเรือจะเป็นผู้ดำเนินการถมทะเล และให้เอกชนลงทุนการให้บริการท่าเรือ โดยเริ่มต้นจากที่ F1 และ F2 ก่อน ให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัยใช้ระบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การท่าเรือจะได้ดำเนินส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้าโดยเฉพาะระบบรถไฟทางคู่ให้เข้าเชื่อมระบบเรือสู่ราง

  • กำหนดออกหนังสือชี้ชวน ต.ค. 2561
  • กำหนดได้เอกชนผู้ร่วมทุน ก.พ. 2562
  • เปิดดำเนินการปลายปี 2566

ประโยชน์ของโครงการ

  • พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเป็นประตูการค้าสู่ประเทศ CLMV และจีนตอนใต้
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มการขนส่งตู้สินค้าโดยรถไฟไปสู่ท่าเรือ
  • ได้รับเทคโนโลยีขั้นสูงด้านระบบจัดการท่าเรือแบบ Automation เพื่อพัฒนาบุคลากรไทย

ข้อมูลการลงทุนที่สำคัญ (มูลค่าปัจจุบัน, NPV)

  • เงินลงทุนโครงการท่าเรือ F รวม 84,361 ล้านบาท (ภาครัฐ 53,490 ล้านบาท ภาคเอกชน 30,871 ล้านบาท)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 180,000 ล้านบาท  ไม่นับรวมการจ้างงาน
  • ผลตอบแทนโครงการ 76,078 ล้านบาท (ภาครัฐ 73,358 ล้านบาท ภาคเอกชน 2,720 ล้านบาท)
  • ในอนาคตจะเปิดท่าเรือ E โดยเอกชนจะลงทุนเพิ่มอีก 29,686 ล้านบาท รัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว (รวมเงินลงทุนทั้งหมด ท่าเรือ F และ E ประมาณ 114,047 ล้านบาท)

 

4)       โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3

เป็นการขยายท่าเรือมาบตาพุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ (ประมาณ 10.8 ล้านตัน/ปี) และสินค้าเหลว (ประมาณ 4 ล้านตัน/ปี) ให้เป็นท่าเรืออุตสาหกรรมระดับภูมิภาค

  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  ท่าเรือก๊าซ ท่าเรือของเหลว คลังสินค้าและธุรกิจต่อเนื่อง

                    

  • กำหนดออกหนังสือชี้ชวน ต.ค. 2561
  • กำหนดได้เอกชนผู้ร่วมทุน ม.ค. 2562
  • เปิดดำเนินการต้นปี 2568

ประโยชน์ของโครงการ

  • เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการขนถ่ายสินค้าพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) และสินค้าของเหลว

ข้อมูลการลงทุนที่สำคัญ (มูลค่าปัจจุบัน, NPV)

  • เงินลงทุนโครงการท่าเรือก๊าซ 47,900 ล้านบาท (ภาครัฐ 12,900 ล้านบาท ภาคเอกชน 35,000 ล้านบาท)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 85,300 ล้านบาท  ไม่นับรวมการจ้างงาน
  • ผลตอบแทนโครงการ 47,357 ล้านบาท (ภาครัฐ 34,221 ล้านบาท ภาคเอกชน 13,136 ล้านบาท)
  • ในอนาคตจะเปิดท่าเรือสินค้าเหลว และพื้นที่คลังสินค้า โดยเอกชนจะลงทุนเพิ่มอีก 7,500 ล้านบาท รัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว (รวมเงินลงทุนทั้งหมด ท่าเรือก๊าซ ท่าเรือสินค้าเหลว และพื้นที่คลังสินค้า ประมาณ 55,400 ล้านบาท)

 ที่ประชุม กพอ. ได้เห็นชอบหลักการร่วมลงทุนโครงการสำคัญของ EEC ไปแล้ว 5 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
  2. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก
  3. โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา
  4. โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3
  5. โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3

 โดยมีสรุปข้อมูลการลงทุนที่สำคัญ (มูลค่าปัจจุบัน, NPV) ดังนี้

  • เงินลงทุนรวม 652,559 ล้านบาท แบ่งเป็น
    • ภาครัฐ 209,916 ล้านบาท (ร้อยละ 32)
    • ภาคเอกชน 442,643 ล้านบาท (ร้อยละ 68)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศ 819,662 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงาน
  • ผลตอบแทนทางการเงินโครงการ 559,715 ล้านบาท แบ่งเป็น
    • ภาครัฐ 446,960 ล้านบาท
    • ภาคเอกชน 112,755 ล้านบาท

2.แผนพัฒนาโครงการแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลระยะเวลา 5 ปี

ให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับ EEC และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป โดยมี 8 แผนงาน ดังนี้

  • แผนงานที่ 1 การพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) และสถาบัน IoT  
  • แผนงานที่ 2 การพัฒนา Advanced Big Data, Cloud and Data Center (ABCD)
  • แผนงานที่ 3 การพัฒนาศูนย์กระจายพัสดุภัณฑ์อัตโนมัติ (Automated Postal Distribution Center)
  • แผนงานที่ 4  IoT SMART City
  • แผนงานที่ 5 การสร้างศูนย์ทดสอบ 5G และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นำร่อง
  • แผนงานที่ 6 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน IoT ในเขต EEC
  • แผนงานที่ 7 โครงสร้างพื้นฐาน ท่อร้อยสาย เคเบิ้ลใยแก้วนำแสงและเสา  (i-Pole)
  • แผนงานที่ 8 ASEAN Digital Hub

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม

แถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4_2561

คำชี้แจง กรณีที่ดินราชพัสดุบริเวณอำเภอบางน้ำเปรี้ยว

ผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจาก 5 โครงสร้างพื้นฐานหลัก EEC

ติดต่อเรา