อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น โอกาสของนักลงทุนไทย

Home > Pr > News > อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น โอกาสของนักลงทุนไทย
814

อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น โอกาสของนักลงทุนไทย

“อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น : โอกาสของนักลงทุนไทย”

 วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 08.30 – 12.00 น.

ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ)

อีอีซี” เปิดเวทีสร้างความเชื่อมั่นเอกชนไทย
ลุยพัฒนาอีอีซี-เมกะโปรเจกต์ ร่วมมือ 3 สถาบัน ปรับโฉมไทยสู่การค้าโลก

 

สำนักงานอีอีซีและBOI ร่วมกับเอกชน 3 สถาบัน เปิดเวทีสัมมนา “อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น : โอกาสของนักลงทุนไทย” โชว์ความพร้อมภาครัฐ เร่งเครื่องพัฒนาอีอีซี หลังพ.ร.บ.อีอีซี บังคับใช้ ปักหมุด 5 บิ๊กโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานหลัก 6 แสนล้านบาท มั่นใจได้ชื่อผู้ชนะประมูลภายใน ธ.ค.นี้ หวังเพิ่มขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทยรับลงทุนใหม่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เปิดประตูการค้าไทยเชื่อมโยงภูมิภาคเจาะเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 วางเป้าหมายเงินลงทุนรวมทั้งรัฐและเอกชน 1.7 ล้านล้านบาทใน 5 ปี

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเปิดงานสัมมนา “อีอีซีเดินหน้า เชื่อมโลกให้ไทยแล่น: โอกาสของนักลงทุนไทย” จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “ความคืบหน้าของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ขณะที่ประเทศไทยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ หรือ RoadMap ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาในเชิงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามนโยบาย Thailand 4.0 เห็นได้จากที่มี พ.ร.บ. อีอีซีที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 พ.ค. 2561 การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และออกมาตรการใหม่ๆ รวมถึงการปรับกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน  (Public Private Partnership : PPP) ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และ ยังได้เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่จะเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่จะพร้อมเข้ามาลงทุนในอนาคต ดังนั้นอีอีซีจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง และไทยจะเป็นประตูทางการค้าสู่เอเชีย (Gate way ) ขยายผลจากการพัฒนาโครงการ   อีสเทิร์น ซีบอร์ด”

นอกจากนี้ นายกอบศักดิ์ เปิดเผยว่า “โครงการอีอีซีนอกจากจะส่งผลโดยรวมต่อประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังส่งผลต่อการเชื่อมโยงการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งการพัฒนาพื้นที่อีอีซีจะเป็นโครงการของรัฐบาล (Flagship Project) ที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ครอบคลุม 3 จังหวัดชายฝังทะเลทางภาคตะวันออกของไทย ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง ที่จะมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงเพื่อไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม”

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่อีอีซีรัฐบาลได้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านกฎหมายอีอีซี การดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยภายในงานสัมมนาในครั้งนี้ มีภาคเอกชนให้ความสนใจเข้าร่วม กว่า 300 คน และได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการลงทุนที่เป็นประโยชน์

รัฐบาลได้วางเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี (จ.ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruptive Technology) และใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยงสู่กลุ่มประเทศอาเซียน CLMV และเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย ในอนาคต

“ขณะนี้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดีที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราจะมุ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของไทยให้กับทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้คนไทยมีรายได้ที่สูงขึ้น เกิดอาชีพใหม่ และโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการไทยทั้งขนาดใหญ่ และ ขนาดเล็ก เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือ ไทยแลนด์ 4.0 และถือเป็นแนวทางที่สอดรับกับการขยายตัวของภูมิภาคเอเชีย และอาเซียน ที่คาดว่าในทศวรรษหน้าเอเชียจะเป็นตลาดที่มาแรง” นายคณิศกล่าว

ทั้งนี้จากแผนการพัฒนาพื้นที่อีอีซี คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนรวมทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 49,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งประกอบด้วย 1. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา 2. โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 3. การพัฒนาโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3  4. การพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 5. โครงการพัฒนารถไฟฟ้ารางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ 6.  โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 7. การลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 8. การพัฒนาการท่องเที่ยว และ  9. การพัฒนาเมืองใหม่

ทั้งนี้เพื่อรองรับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพในอีอีซี รัฐได้เร่งดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 5 โครงการ ภายใต้การร่วมลงทุน PPP ที่กำหนดเซ็นสัญญากับเอกชนในการลงทุนร่วมพัฒนาภายในเดือนธันวาคมนี้ทุกโครงการและกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี วงเงินลงทุนรวมประมาณ 6 แสนล้านบาท และลงทุนระบบดิจิทัลในพื้นที่อีอีซี

สำหรับความคืบหน้า 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และ สนามบินอู่ตะเภา ) กำหนดได้ผู้ชนะการประมูลต้นปี 2562  และกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2566 ซึ่งขณะนี้มีเอกชนสนใจเข้าซื้อซองร่างขอบเขตการประมูล หรือ TOR จำนวนมาก 2.โครงการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา คาดออก TOR ภายในเดือน ตุลาคม 2561 และกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2566  3.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564  4.ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 กำหนดแล้วเสร็จปี 2567 และ5.ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 กำหนดเสร็จปี 2568

นอกจากนี้ในแผนการพัฒนาในระยะ 5 ปีแรกจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเขตนวัตกรรมเขตพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิตัล EECd และจะต้องมีการพัฒนาบุคลากร และการศึกษา เพื่อรองรับแนวทางการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุน ในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมชั้นสูง ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร จึงถือเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ ได้ร่วมกับ สกพอ. กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นพิเศษสำหรับการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะเน้นให้สิทธิประโยชน์กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งกิจการที่สนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้สูงขึ้น โดยพื้นที่ในอีอีซีที่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษตามมาตรการนี้ครอบคลุมพื้นที่เขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ เช่น เมืองการบินภาคตะวันออก (สนามบินอู่ตะเภา), EECi, EECd (Digital Park Thailand)  เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งประกาศไปแล้ว 21 เขต และนิคมอุตสาหกรรมทั่วไปอื่นๆ ใน 3 จังหวัด  โดยผู้ที่ประสงค์จะรับสิทธิประโยชน์พิเศษดังกล่าว มีเงื่อนไขต้องมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการรับนักศึกษาเข้าฝึกอาชีพภายใต้โครงการต่างๆ ด้วย เช่น โครงการทวิภาคี สหกิจศึกษา Work-integrated Learning และสัตหีบโมเดล เป็นต้น

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาอีอีซี เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยมีพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ความพร้อมของภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อนโยบายการลงทุนของประเทศ  โดยการยกระดับภาคการผลิตในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงยกระดับคุณภาพแรงงาน ให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งเชื่อมั่นว่านโยบายการพัฒนาอีอีซี จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวด้านการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไทยมากขึ้น

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออกในปัจจุบันมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของไทย ที่จะเป็นการสร้างโอกาสของประเทศเพิ่มมากขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ และการเพิ่มความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมหลักเดิม ที่จะส่งผลต่อมูลค่าทางการค้าและส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้น จากความหลากหลายของสินค้าของไทยที่สามารถเจาะกลุ่มตลาดต่างๆ ในทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และบริการใหม่ๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานในระบบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ มาเชื่อมโยง กับประเทศในอาเซียน และภูมิภาคอื่นๆ

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ซึ่งจะสอดคล้องตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวของการส่งออก การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอยของ ภาคประชาชน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้น มาจากแรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐ ในโครงการต่างๆ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาอีอีซี ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก และยังเป็นการสร้างรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไปได้ด้วยดีและกระจายตัวไปยังเศรษฐกิจฐานรากอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรม

ติดต่อเรา