ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์จัดการด้านสิ่งแวดล้อม หนุน EEC เติบโตยั่งยืน 

Home > Pr > News > ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์จัดการด้านสิ่งแวดล้อม หนุน EEC เติบโตยั่งยืน 
366

ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์จัดการด้านสิ่งแวดล้อม หนุน EEC เติบโตยั่งยืน 

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย หนึ่งในนั้นคือด้านสิ่งแวดล้อม ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ดึงองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งประชาชาติ (UNIDO) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะเกิดขึ้นภายใน 5 ปี มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท และการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พร้อมชู EEC เป็นต้นแบบการดำเนินงานบนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ที่ยั่งยืน  

 

        การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย (S-Curve) เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้จำนวนประชากร นักลงทุน นักท่องเที่ยว และแรงงาน เข้ามาในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเมินว่าภายในปี 2565 พื้นที่ EEC จะมีจำนวนประชากรรวมประมาณ 4.38 ล้านคน และเพิ่มเป็น 6 ล้านคน ในปี 2580 จากปี 2559 ที่มีจำนวนกว่า 3.93 ล้านคน

       ด้วยจำนวนผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัย และทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก่อเกิดการขยายตัวของชุมชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามมาด้วยของเสีย ทั้งปริมาณขยะ น้ำเสีย และสภาพอากาศ ที่อาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำแผนการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ  เพื่อป้องกัน รับมือ และจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

       ดังนั้น การประชุมสัมมนา “Seminar during the35 ASEAN Summit in Thailand on Circular Economy, Waste Management and Sustainability” จัดโดย สกพอ. องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งประชาชาติ (The United Nations Industrial Developments Organization-UNIDO) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงศักยภาพและความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เกิดความยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานของภาครัฐและภาคเอกชนไทยในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะ และการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

     นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สกพอ. ได้ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ทั้งปัญหาขยะ การกำจัดน้ำเสีย มลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และการวางผังเมือง เพื่อรองรับการพัฒนาของ EEC ที่จะทำให้ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ดี การที่ EEC มีกฎหมายบังคับใช้เป็นการเฉพาะ มีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ สามารถประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ จะเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้         

       ส่วน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) กล่าวว่า การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมใน EEC จะมุ่งแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ และวางแผนจัดการปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยใช้แนวทาง Circular Economy เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้งบแก่ สกพอ. จำนวนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดทำแผนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมใน EEC ระยะ 5 ปี นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ UNIDO จัดทำแผนดูแลเรื่อง Circular Economy โดยเข้ามาช่วยเหลือใน 3 เรื่อง ได้แก่
       1.การช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและความรู้เกี่ยวกับ Circular Economy
       2.การพัฒนาเมืองใหม่และเมืองเก่าในพื้นที่ EEC เพื่อไม่ให้มีน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
        3.การดูแลพื้นที่อุตสาหกรรมให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสิ่งที่เหลือจากภาคอุตสาหกรรมจะต้องนำมารีไซเคิล หรือใช้ประโยชน์ให้ได้ทั้งหมด โดยยืนยันว่าการพัฒนา EEC จะไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากได้จัดทำแผนป้องกันอย่างเต็มที่ และจะใช้แนวทาง Circular Economy เข้ามาช่วยยกระดับสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น 

       ใน EEC มีหลายอุตสาหกรรมที่ทำเรื่อง Circular Economy ไปแล้วอย่างกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และเชื่อว่าจะมีอุตสาหกรรมอื่นทยอยทำเช่นกัน เช่น อุตสาหกรรมการบิน ส่วนบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ที่เข้ามาลงทุนก็เคยทำเรื่องนี้ในประเทศอื่นอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและบริษัทรายย่อยจะต้องทำด้วย โดย UNIDO มองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาจะช่วยจัดการปัญหาได้ จึงขอระยะเวลาทำแผนก่อน เพื่อดูว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะ EEC ถูกวางไว้ให้เป็น Policy Sandbox ก่อน หากประสบความสำเร็จจึงจะขยายผลไปในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ“ นายคณิศกล่าว     

เปิดแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC .. 2561-2564
ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

     ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการบำบัด กำจัดของเสีย และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด ป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี และเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายให้ของเสียทุกประเภทได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อมุ่งสู่สังคมไร้ของเสีย (Zero Waste) และพื้นที่วิกฤตได้รับการบำบัดและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน เป็นต้น 

     ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนอย่างน่าอยู่ โดยมีมาตรการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนการพัฒนาเมืองในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้รองรับการดำเนินชีวิตของคนทุกกลุ่ม โดยกำหนดเป้าหมายให้เมืองในพื้นที่ EEC มีวิถีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งมีผังเมือง ผังพื้นที่เฉพาะที่เป็นไปตามศักยภาพของพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งได้ตั้งตัวชี้วัดให้มีพื้นที่สีเขียวยั่งยืนในเขตเมืองทุกเมืองไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน มีจำนวนเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนอย่างน้อย 4 เมือง และมีพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

     ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการส่งเสริมการผลิตบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการศึกษาและการสื่อสารที่เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชน โดยมีเป้าหมายให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลิตภัณฑ์และการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

     ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีมาตรการฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลำธาร ทรัพยากรดินและความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล เพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้และรักษาสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำ ซึ่งได้ตั้งตัวชี้วัดให้มีพื้นที่ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่มากขึ้น (พื้นที่ป่าไม้ ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจและป่าชายเลน) เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ย 5% ต่อปี เป็นต้น

 

 
 

ส่งเสริมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ   ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน EEC

       ด้าน นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวว่า อบก. ได้จัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ EEC โดยได้เริ่มสำรวจและรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานอุตสาหกรรมใน EEC เป็นรายโรงงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล และพัฒนาเป็นต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับ สกพอ. UNIDO และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกันศึกษาและวางแผนระบบการบริหารจัดการและการรายงานข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ด้วย

       อย่างไรก็ตาม การลดก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมไทย ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเป้าหมายเป็นเชิงตัวเลข เป็นเพียงภาคสมัครใจ เนื่องจากการกำหนดเป้าหมายหรือมาตรการบังคับจะต้องมีกฎหมายขึ้นมารองรับ ซึ่งขณะนี้ อบก. อยู่ระหว่างผลักดันให้มีการออกกฎหมายที่กำหนดให้มีการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายโรงงาน และกฎหมายที่กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบและเป็นไปตามมาตรฐานสากล คาดว่าจะมีการนำเสนอร่างแรกของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้ ครม. พิจารณาได้ภายในปี 2563

       ทั้งนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีการกำหนดมาตรการจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโดยทั่วไปมี 2 กลไก คือ กลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และกลไกกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap and Trade) ขณะนี้ อบก. จึงเร่งสร้างความพร้อมให้แก่อุตสาหกรรมใน EEC เรียนรู้วิธีการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรียนรู้ระบบตรวจวัดประเมินและรายงานผล ซึ่งล่าสุดมีโรงงานในจังหวัดระยองสมัครใจเข้าร่วมแล้วกว่า 100 โรงงาน ซึ่งจะขยายผลไปสู่จังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา มากขึ้น

       “ในบางเซคเตอร์อาจเหมาะใช้กลไกภาษีคาร์บอน ขณะที่บางเซคเตอร์เหมาะที่จะใช้เรื่องการกำหนดเพดานในการปล่อยก๊าซฯ ซึ่งเหมือนกับหลายๆ ประเทศ เช่น เยอรมัน จะใช้กลไกภาษีในเซคเตอร์ด้านการคมนาคมขนส่ง แต่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมจะใช้การกำหนดเพดาน ในส่วนประเทศไทยจะต้องหารือกันภายในประเทศก่อนว่ารูปแบใดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ระหว่างนี้จะต้องสร้างความพร้อมให้แก่ภาคอุตสาหกรรมก่อน”

         ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 140,000 แห่ง เป็นโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC มากกว่า 9,000 แห่ง ในจำนวนนั้นเป็นโรงงานควบคุมประมาณ 1,600 แห่ง โดยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 94.38 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 37% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานควบคุมทั้งประเทศ มีศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่ 5.36 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 5.67% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานควบคุมในพื้นที่ EEC

ติดต่อเรา