รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve พร้อมดึงดูดการลงทุนเชื่อมเครือข่ายการผลิตจากต่างประเทศ   

Home > Pr > News > รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve พร้อมดึงดูดการลงทุนเชื่อมเครือข่ายการผลิตจากต่างประเทศ   
739

รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve พร้อมดึงดูดการลงทุนเชื่อมเครือข่ายการผลิตจากต่างประเทศ   

รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง, กับดักความไม่เท่าเทียม และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  โดยล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ควบคู่การยกระดับทักษะแรงงานให้ได้มาตรฐานผ่านแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะบุคลากรแห่งชาติ (National Re-skill Platform) และผลักดันใช้ระบบ i-Industry เพื่อรองรับบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการผ่านระบบดิจิทัล พร้อมเร่งดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตจากต่างประเทศ   

       นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่า ได้ให้ สศอ. ดำเนินการขับเคลื่อน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ต่อยอดนโยบายในส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว พร้อมกับเสนอนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อขยายผลการพัฒนา และผลักดันมาตรการใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยในอุตสาหกรรมยานยนต์ จะทบทวนมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศเพื่อเร่งสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ พร้อมยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ A-C-E-S (Autonomous-Connected-Electric-Shared & Services) ในขณะที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ได้นำเสนอบริการของแพลตฟอร์ม ITP (Industry Transformation Platform) พร้อมขยายผลการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้มากขึ้น รวมถึงเตรียมขยายความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับต่างประเทศ อาทิ เยอรมัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไต้หวัน

       ส่วนด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกับกระทรวงการคลังออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และเตรียมประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดฉะเชิงเทรา, อุบลราชธานี และลพบุรี เป็นพื้นที่ลงทุน Bio Hub เพิ่มเติม ขณะที่อุตสาหกรรมอาหาร จะเสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีในการยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นนักรบพันธุ์ใหม่ (Food Warrior) ในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบอัตโนมัติ, นวัตกรรม, การตลาด และดิจิทัล พร้อมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม โดยเชื่อมกับเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)

       นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ สศอ. ศึกษาข้อมูลเชิงลึกถึงแนวทางการจูงใจการลงทุนรายประเทศและผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ปรับมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve เดิม และผลักดันมาตรการใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุน เร่งแก้ไขปัญหา Non-Tariff Barrier (NTB) เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิต รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตกับผู้ประกอบการประเทศเป้าหมาย และยกระดับการสร้างความสัมพันธ์ภาครัฐผ่าน MOU กับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนและเกาหลีใต้ ที่ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างผลักดันการจัดตั้งสำนักงานอุตสาหกรรมด้วย

       “กระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องทำงานใกล้ชิดกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และองค์กรพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศ เพื่อนำประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยแก้ไขและให้การสนับสนุน มาปรับปรุงนโยบายและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการลงทุน โดยในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ตนจะหารือแนวทางส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมร่วมกับ ส.อ.ท. ด้วย”

       ด้าน นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า นอกจากเรื่องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้มอบหมายให้ สศอ. ผลักดันการพัฒนาระบบโครงข่ายทักษะบุคลากรแห่งชาติ (National Re-skill Platform) ที่จะยกระดับทักษะแรงงานให้ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานด้วยระบบ Big Data โดยให้สิทธิประโยชน์ เช่น การลดราคาเช่าพื้นที่ หรือการกำหนดให้ประกาศนียบัตร/หนังสือรับรองฯ ของแรงงานในสถานประกอบการ ซึ่งสามารถใช้เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมในการพิจารณาให้สินเชื่อผู้ประกอบการด้วย  และเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานภาครัฐ 4.0 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ผลักดันการใช้ระบบ i-Industry เพื่อให้เกิดการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ อำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้ประกอบการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน ลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ และลดความซ้ำซ้อนจากการเก็บข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยจะเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละภาคส่วน ยกระดับการทำงานเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล ตั้งเป้าเชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรและเปิดใช้งานระบบได้อย่างครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มภายในปลายปี 2562 นี้ 

ติดต่อเรา