สื่อมวลชนและองค์กรพันธมิตรญี่ปุ่นพบ “คณิศ” เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC

Home > Pr > News > สื่อมวลชนและองค์กรพันธมิตรญี่ปุ่นพบ “คณิศ” เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC
258

สื่อมวลชนและองค์กรพันธมิตรญี่ปุ่นพบ “คณิศ” เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC

ในฐานะที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนเบอร์ 1 ใน EEC การติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่น จึงอยู่ในความสนใจของคณะสื่อมวลชนและองค์กรพันธมิตรญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ ASEAN-Japan Centre ได้เชิญคณะสื่อมวลชนและองค์กรพันธมิตรญี่ปุ่น จำนวน 14 คน เดินทางมาสำรวจและศึกษาข้อมูลด้านเศรษฐกิจการลงทุนในประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 3 - 9 มีนาคม 2562 ภายใต้หัวข้อ Connectivity เชื่อมจีนตอนใต้สู่ไทยกับการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนของภูมิภาค

       ในโอกาสนี้ คณะสื่อมวลชนญี่ปุ่นได้สนใจพร้อมเข้าร่วมสัมภาษณ์ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เกี่ยวกับการพัฒนาและความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน EEC ณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บางรัก กรุงเทพฯ
       โดยมีสาระสำคัญในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ดังนี้
       1. บทบาทของ EEC ก่อนและหลัง พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.. 2561 จากจุดเริ่มต้นที่เน้นเฉพาะการทำเรื่องเศรษฐกิจ จึงใช้คำว่า "ระเบียงเศรษฐกิจ" แต่เมื่อมีการประกาศใช้ พรบ. ได้เปลี่ยนมาเป็น "เขตพัฒนาพิเศษ" หมายความว่า EEC ต้องดูแลและพัฒนามากกว่าเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยต้องดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน กล่าวคือเป็นการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ
       ทั้งนี้ EEC ถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการพัฒนาเชิงพื้นที่ แห่งแรกของประเทศไทย โดยภารกิจหลงจากที่มี พรบ. คือ การออกแบบผังเมืองเพื่อพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด (ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา), แผนด้านการศึกษา, แผนด้านสาธารณสุข, แผนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกองทุนเพื่อการพัฒนา EEC เพื่อทำงานร่วมกันกับชุมชนในพื้นที่

       2. แผนพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และตอบโจทย์บริษัทญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นมีความต้องการแรงงานและบุคลากรที่มีทักษะสูง  สอดรับกับการที่ EEC เล็งเห็นว่าการพัฒนาบุคลากรเป็นการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา EEC จึงของบประมาณพิเศษ ราว 2,000 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบประมาณปกติ เพื่อพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ ดังนี้ การพัฒนาแรงงานหรือบุคลากรที่มีอยู่แล้วในระบบให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ให้ได้เร็วที่สุด, การพัฒนาการศึกษา โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอาชีวศึกษา และผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของผู้ประกอบการ ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำหลักสูตรใหม่ ให้นักศึกษาที่จบไป มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ,  เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation : EECi)  และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand : EECd) เพื่อทำงานวิจัยระดับสูงและทำงานร่วมกับภาคเอกชน, การร่วมมือกับมหาลัยที่มีชื่อเสียงด้านหุ่นยนต์, การร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยจีนและมหาวิทยาลัยไทย ทั้งหมด 7 คู่ เพื่อพัฒนาการศึกษาด้านเทคโนโลยี โดยภายในปลายปี 2562 นี้ การพัฒนาและความร่วมมือด้านการศึกษาจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้น

       3. การลงทุนใน EEC จะเพิ่มขึ้นมาก หลังจากโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ (ใช้เวลาประมาณ 5 ปี) โดยข้อมูลล่าสุดของความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทุกโครงการกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดประมูล และทุกโครงการจะได้ผู้ลงทุนภายในเดือนเมษายน 2562 มีการร่วมลงทุนระหว่างญี่ปุ่น-จีน เพื่อลงทุนในประเทศที่ 3 ข้อตกลงนี้มอง EEC เป็นพื้นที่แรกที่จะร่วมลงทุน โดยมีมีบริษัทญี่ปุ่นแสดงความสนใจในการลงทุนในพื้นที่ EEC แล้ว เช่น Hitachi, Fujika, Itochu และ JBIC เป็นต้น

       4. บทบาทของบริษัทญี่ปุ่นต่อการพัฒนา EEC และความคาดหวังของ EEC ต่อประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี  ประเทศไทยไดให้ความสำคัญกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งการให้เกียรติและการดูแล
       ด้านนายฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ได้นำนักลงทุนญี่ปุ่น 500 กว่าราย เข้าเยี่ยมชม EEC ซึ่งนักลงทุนส่วนมากรู้จัก EEC อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่บริษัทญี่ปุ่นจะขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะใน Connected Industry ที่เน้นการสร้างความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิต ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Big Data มาประยุกต์ใช้
       ตัวอย่างการลงทุนที่ชัดเจน คือ การที่ฮิตาชิจัดตั้งศูนย์  Lumada Center South East Asia นอกประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกในโลก บนพื้นที่ EEC เพื่อนำ  IoT และ  Automation มาช่วยยกระดับให้ฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทคนไทยในประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย และสามารถเชื่อมโนงเข้ากับฐานการผลิตระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       ทั้งนี้ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) ต้องการให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและ   EEC เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีมาสู่ประเทศไทย
       สำหรับภาพรวมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่น ปัจจุบันจะเข้ามาเป็นกลุ่มเพื่อทำการฝึกอบรม และสินค้าที่ผลิตจะส่งออกไปในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ไม่เหมือนในอดีตที่จะส่งออกไปอเมริกาและยุโรปเป็นส่วนมาก
       นอกจากนี้ EEC ยังเดินหน้าเชิญชวนนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve (หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร) ให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมใหม่
       ขณะเดียวกันการจับมือระหว่างญี่ปุ่น-จีน เพื่อลงทุนในประเทศที่ 3 เป็นครั้งแรก ในพื้นที่ EEC ก็ถือเป็นความร่วมมือที่ EEC ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย และแสดงให้เห็นถึงความเป็นรูปธรรมของการร่วมลงทุน เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศอาจจะยังไม่สบายใจ ในการลงทุนของบริษัทจากประเทศจีน แต่เมื่อเป็นการร่วมลงทุนกับญี่ปุ่นทำให้ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะญี่ปุ่นมีประสบการณ์ในการลงทุนในประเทศไทยเป็นเวลานาน

 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

ติดต่อเรา