ไม่สะดุดแน่นอน! เลขาฯ EEC มั่นใจได้เอกชนลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐาน มิถุนายนนี้

Home > Pr > News > ไม่สะดุดแน่นอน! เลขาฯ EEC มั่นใจได้เอกชนลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐาน มิถุนายนนี้
253

ไม่สะดุดแน่นอน! เลขาฯ EEC มั่นใจได้เอกชนลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐาน มิถุนายนนี้

เลขาธิการ EEC เชื่อมั่นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 โครงการหลัก จะได้ผู้ลงทุนภายในเดือนมิถุนายนนี้โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ขณะนี้ร่างสัญญาเสร็จแล้ว และได้นำเข้าบอร์ด EEC เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยจีนและญี่ปุ่น แสดงความสนใจลงทุนร่วมกับไทยเดินหน้าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ร่วมกัน
 

       นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) บรรยายในหัวข้อ “EEC as a National Scaler” ในโครงการอบรมหลักสูตร ทูมอร์โรว์ สเกลเลอร์ (2morrow Scaler) รุ่นที่ 3 จัดโดย C asean Center โดยกล่าวย้ำถึงความสำคัญของนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยมุ่งเน้นส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศในอนาคต อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่, การเกษตรสมัยใหม่, หุ่นยนต์ และอากาศยาน เป็นต้น

       ขณะเดียวกันก็มีการสร้างเมืองใหม่ที่เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ควบคู่กับการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง, เมืองการบินภาคตะวันออก, ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดการลงทุนและนักลงทุนได้ดีกว่าการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI เพียงอย่างเดียว

       สำหรับเป้าหมายของการพัฒนาพื้นที่ EEC คือจะผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เสร็จโดยเร็ว คาดว่าทั้ง 4โครงการดังกล่าวจะได้ผู้ลงทุนภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยในส่วนของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ขณะนี้ร่างสัญญาเสร็จแล้ว และได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 13 พฤษภาคม เรียบร้อยแล้ว

       ส่วนสนามบินอู่ตะเภา จะเป็นเมืองการบินภาคตะวันออกซึ่งเป็นการพัฒนาเมืองใหม่ที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับพื้นที่ EEC โดยใช้เวลาในการเดินทางเพียง 45 นาที ทำให้ภายในไม่เกิน 10ปีจากนี้ EEC จะกลายเป็นกลุ่มจังหวัดใหม่ที่เกิดขึ้น สามารถละลายความเป็นต่างจังหวัดไปในที่สุด และสะสมการลงทุนรวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่จะมารองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยคาดว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน 300,000 ล้านบาทต่อปี หากรวมการลงทุน 5 ปี ประมาณ 1.5-1.7 ล้านล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว 1.5 – 2%

       นายคณิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้เป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 650,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท อีก 450,000 ล้านบาท เอกชนเป็นผู้ลงทุน และรัฐบาลจะได้เป็นผลตอบแทนกลับมารวม 400,000 ล้านบาท

       ดังนั้นโครงการทั้งหมดจึงไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐทั้งหมด แต่จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล และจะสร้างงานมากกว่า 470,000 ตำแหน่ง ภายใน 5 ปีจากนี้ นอกจากนี้ปลายปี 2562 จะมีการพัฒนาเรื่องเมืองอัจฉริยะต่อเนื่องหลังจากจีนและญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจจะเข้ามาร่วมลงทุนกับไทย ซึ่งจะเป็นโครงการใหญ่ที่ทำร่วมกันทั้ง 3 ประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

       “คอนเซปต์ของการพัฒนาพื้นที่ EEC เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าด้วยการมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเอง และประเทศสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ ซึ่ง EEC ไม่ใช่พื้นที่ใหม่แต่เคยเป็นฐานของการพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ที่เรียกว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด แต่ระยะหลังหยุดการพัฒนาไป กระทั่งจีนและมาเลเซียมีการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างมาก EECจึงเปรียบเป็นการนำของเก่ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added ยกตัวอย่างเช่น สนามบินอู่ตะเภาที่วันนี้มีมูลค่ามากถึง 150,00 ล้านบาท และถือเป็นยกระดับศักยภาพประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนในระดับโลก“ นายคณิศกล่าวปิดท้าย

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

EEC Hot News Vol.39

ติดต่อเรา