รัฐบาล ปูพรมสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ทั่วประเทศ ดัน EEC เป็นหนึ่งในต้นแบบ

Home > Pr > News > รัฐบาล ปูพรมสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ทั่วประเทศ ดัน EEC เป็นหนึ่งในต้นแบบ
813

รัฐบาล ปูพรมสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ทั่วประเทศ ดัน EEC เป็นหนึ่งในต้นแบบ

"เมืองอัจฉริยะ" เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนคนไทยทุกภูมิภาคเข้าไปทุกที เมื่อรัฐบาลเร่งสร้าง  "เมืองอัจฉริยะต่อเนื่อง หลังปี 2561 สร้างเมืองต้นแบบไปแล้วใน 7 จังหวัด นำร่องโดยพื้นที่ EEC, กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ขอนแก่น และภูเก็ต สำหรับปีนี้ ตั้งเป้าขยายสู่ 24 จังหวัด 30 พื้นที่ และภายใน 5 ปี นับจากนี้ จะปูพรมการพัฒนาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 77 จังหวัด รวม 100 พื้นที่ หวังกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมและยกระดับการพัฒนาทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

 

       นโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลวาดหวังให้เป็นกลไก ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมกันในทุกภูมิภาคของประเทศ สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ Thailand 4.0 และแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ  

       พล.อ..ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า โรดแมปการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ สร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ โดยในปี 2561 เน้นการพัฒนาเมืองเดิมเพื่อเป็นเมืองต้นแบบรวม 7 จังหวัด ได้แก่ 3 จังหวัด ในพื้นที่ EEC คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา รวมถึง กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น และภูเก็ต คาดว่าในสิ้นปี 2562 จะถอดบทเรียน เพื่อกำหนดปัจจัยความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม

       ระยะที่ 2 ต่อยอดจุดแข็ง บูรณาการระดับภาค โดยในระยะ 1-2 ปีนี้ (2562-2563) นอกจากการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างต่อเนื่องจากปี 2561 ที่ผ่านมา ในปีนี้ จะขยายการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะเพิ่มเติมใน 24 จังหวัด ในเมืองรองที่มีความพร้อม ส่วนในปี 2563 ตั้งเป้าพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 30 จังหวัด 50 พื้นที่ โดยใช้กลไกนำร่องสร้างเมืองต้นแบบร่วมกับกลไกรับสมัครเมืองอัจฉริยะที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศ

       ระยะที่ 3 ขยายผลไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในปี 2564-2565 กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะใน 77 จังหวัด 100 พื้นที่ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและประกาศพื้นที่เขตการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งในระยะนี้คาดว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น เกิด City Data Platform บริการอัจฉริยะจากภาคเอกชนกว่า 100 บริการ และมีเมืองอัจฉริยะของไทยอย่างน้อย 3 เมือง ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

       ทั้งนี้นักพัฒนาจะสามารถนำข้อมูลเปิดของแต่ละเมืองไปใช้พัฒนาเมือง โดยสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการใหม่ๆ ให้กับท้องถิ่น ทำให้เมืองอัจฉริยะตอบโจทย์การพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสิ่งสำคัญคือต้องเป็นการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อทำให้เมืองมีความทันสมัย น่าอยู่ ประชาชนสุขภาพดี มีความปลอดภัย และยังคงรักษาอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ได้เป็นอย่างดี  

เมืองอัจฉริยะสร้างได้ทั้งเก่า-ใหม่

       จากเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 2/2561 ได้ให้ความหมายของ "เมืองอัจฉริยะ" ไว้ว่า เมืองอัจฉริยะ หมายถึง เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองอยู่ดี มีสุข อย่างยั่งยืน โดยเมืองอัจฉริยะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

       1. เมืองเดิมน่าอยู่ (Brown Field Smart City) หมายถึง การพัฒนาฟื้นฟูเมืองเดิมให้เป็นเมืองน่าอยู่ ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข อย่างยั่งยืน และมีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง พลังงาน และดิจิทัล มาช่วยเปลี่ยนเมืองเดิมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สุขภาพ การศึกษา รวมไปถึงความปลอดภัยของประชาชน

       2. เมืองใหม่ (Green Field Smart City) หมายถึง เมืองที่ได้รับการพัฒนาพื้นที่ขึ้นใหม่ทั้งหมด ให้เป็นเมืองทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตามบริบทความต้องการของเมือง มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง สาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัย พื้นที่พักผ่อน แหล่งงาน พาณิชยกรรม รวมถึงการจัดพื้นที่ (Zoning) ของเมืองอย่างเหมาะสม เพื่อให้เป็นเมืองสากลระดับโลก อย่างเช่นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

จะเป็นเมืองอัจฉริยะได้ ต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง

       ในปี 2562 นี้ รัฐบาลจะใช้กลไกการเปิดรับสมัครเมืองทั่วประเทศมาพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้จัดทำเกณฑ์พิจารณาเมืองอัจฉริยะ 5 ข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

       1.ต้องกำหนดพื้นที่และเป้าหมายชัดเจน มีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ประเภท และลักษณะของเมืองอัจฉริยะที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

       2.ต้องมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง ที่ครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และอาจครอบคลุมถึง โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานอื่นใด ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์ รูปแบบและประเภทของเมืองอัจฉริยะที่ขอรับการพิจารณา

       3.ต้องมีระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมือง (City Data Platform) โดยมีการเชื่อมโยงหรือการให้ใช้งานข้อมูลในการบริหารจัดการและให้บริการในพื้นที่เมืองอัจฉริยะ และแนวทางการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ ของเมืองอัจฉริยะ และการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

       4.ต้องมีบริการเมืองอัจฉริยะตามลักษณะ 7 ด้าน คือ เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) และการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) โดยผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องระบุประเภทและลักษณะของเมืองอัจฉริยะที่ขอรับการพิจารณาอย่างน้อย 2 ด้าน จาก 7 ด้านที่คณะกรรมการกำหนด  โดยมีด้านบังคับคือ "สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ"

       5.ต้องมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน ทั้งในรูปแบบภาครัฐ หรือ ภาครัฐร่วมเอกชน หรือภาคเอกชน หรืออื่นๆตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยหากแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่เสนอ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ  เมืองดังกล่าวจะได้รับการประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะ และสามารถใช้ตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะได้เป็นระยะเวลา 2  ปี นอกจากนี้การลงทุนโดยหน่วยงาน และ/หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดังกล่าว สามารถขอรับพิจารณาสิทธิประโยชน์เมืองอัจฉริยะทั้งทางด้านภาษี และมิใช่ภาษี ที่คณะกรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือคณะกรรมการระดับชาติอื่นใดกำหนดได้

       ผู้ยื่นข้อเสนอทั้งจากเมืองเดิม และเมืองใหม่ทั่วประเทศ สามารถแสดงเจตจำนงเพื่อเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบได้ หากคณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงานที่ครบถ้วนตามเกณฑ์ ก็จะได้รับตราสัญลักษณ์ Smart City เพื่อใช้เป็นสื่อของ Smart City Thailand และใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองอัจฉริยะ อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รวมถึงการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านเมืองอัจฉริยะ และสามารถไปขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต่อไป

       โดยผู้ยื่นข้อเสนอ กำหนดให้เป็นนิติบุคคล ได้แก่ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเอกชน  ที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และประสงค์จะขอรับการพิจารณาการเป็นเมืองอัจฉริยะ

        

 

        

 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

ติดต่อเรา