EEC Hot News Vol.11

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.11
287

EEC Hot News Vol.11

EEC จับมือเมืองพัทยา หารือยุทธศาสตร์ NEO พัทยา
- ศึกษา “เมืองอัจฉริยะ ด้านพลังงาน” พัฒนานิคมอุตสาหกรรม
4.0 ใน EEC
 ไทย-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลง AJCEP ฉบับแก้ไข  เพิ่มโอกาสลงทุนภาคบริการครบวงจร หวังเชื่อม EEC
- “ญี่ปุ่น
-จีน” ยังหนุนรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ด้านฝ่ายไทยเชื่อมั่นเกิดขึ้นจริง  
 

 

EEC จับมือเมืองพัทยา หารือยุทธศาสตร์ NEO พัทยา

นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี  ที่ประชุมหารือร่วมกันเดินหน้ายกระดับการพัฒนา “เมืองพัทยา” หนึ่งในพื้นที่สำคัญของ EEC อย่างเป็นระบบ และได้ข้อสรุปที่จะปั้นเมืองพัทยาให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องต้องกันอย่างเป็นรูปแบบและเป็นรูปธรรม

       นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เปิดเผยถึงผลการหารือครั้งนี้ว่า “ต้องพัฒนาเมืองพัทยาให้สอดรับกับการเจริญเติบโตของ EEC สามารถรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะกำลังจะมีนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาลงทุน โดยพัทยามุ่งเป้าสู่การจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและการลงทุนของไทย เอเชีย และระดับโลก ซึ่งผลสรุปในที่ประชุมจะมีการผลักดันพื้นที่รองรับด้านการท่องเที่ยว ด้านอุตสาหกรรม การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการทั่วไป

       นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับพัทยาโดยตรง ทั้งเรื่องของพัทยาออนเทียร์ (แทรม) ครุยส์เทอมินอล ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ เรื่องของการขนส่งระบบราง การบริหารจัดการน้ำเสีย และการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และที่สำคัญ คือการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และขยะ ซึ่งทั้งหมดนี้ทางเมืองพัทยาได้นำเข้าหารือในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การประสานงานและดำเนินการร่วมกัน โดยได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากทาง EEC และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้พัทยาจะเป็นศูนย์กลางสำหรับพื้นที่ EEC ในอนาคตอย่างแท้จริง

       “สำหรับพัทยาแล้วได้มีการเตรียมการเรื่องของพื้นที่อุตสาหกรรม “Supporting Industry” เป็นพื้นที่รองรับทั้งอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรของ EEC รวมถึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่ประชุมได้พิจารณา ทั้ง 5 โครงการจะมีการนำเสนอรายละเอียด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”

       นอกจากนี้ ทางเมืองพัทยาและชุมชนต่างๆ ได้เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "นีโอ พัทยา" (NEO PATTAYA) ในการรองรับ EEC ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาพัทยา ให้เป็นศูนย์กลางในเรื่องเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ภาคการท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน ด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ  ซึ่งทั้งหมดจะเป็นยุทธศาสตร์ของการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวใน EEC รองรับกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น ซึ่งได้จัดทำแผนงานด้านต่างๆ ไว้รองรับอย่างชัดเจนแล้ว

ศึกษา “เมืองอัจฉริยะ ด้านพลังงาน” พัฒนานิคมอุตสาหกรรม 4.0 ใน EEC

       การนิคมอุตสาหกรรมฯ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ  จะร่วมกันศึกษาเมืองอัจฉริยะด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบการให้บริการพลังงานดิจิทัล แพลตฟอร์ม คาดศึกษาแล้วเสร็จต้นปี 2563

       การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการศึกษาและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านพลังงาน เพื่อร่วมกันพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 4.0 ในรูปแบบเมืองอัจฉริยะ

       นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รองผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยว่า โครงการศึกษาดังกล่าว เป็นการพัฒนารูปแบบธุรกิจการให้บริการด้านพลังงาน เพื่อยกระดับการให้บริการระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2563

       ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ กนอ. จะสนับสนุนข้อมูลด้านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพื้นที่ ขณะที่ กฟผ. จะร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านพลังงาน (Energy Digital Platform) เช่น การบริหารจัดการด้านพลังงาน (Energy Management System) การบริหารจัดการโหลด (Demand Response) การบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) การบริหารจัดการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Electric Vehicle) มาประยุกต์ใช้ในนิคมอุตสาหกรรม

       ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC ให้ทันสมัยมากขึ้น และพัฒนารูปแบบธุรกิจการให้บริการด้านพลังงาน ผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่จะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของ กนอ. และนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ไทย-ญี่ปุ่น บรรลุข้อตกลง AJCEP ฉบับแก้ไข เพิ่มโอกาสลงทุนภาคบริการครบวงจร หวังเชื่อม EEC

       กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลง AJCEP เพิ่มเติม ด้านการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคลากร และการลงทุน คาดมีผลทันทีปลายปี 62 โดยญี่ปุ่น พร้อมเปิดตลาดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ 100% ในภาคบริการ ทั้งการแพทย์, ทันตกรรม และวิชาชีพพยาบาล เพิ่มโอกาสนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนอย่างครบวงจร และเชื่อมั่นญี่ปุ่นจะลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงการใน EEC อาทิ ยานยนต์แห่งอนาคต, อากาศยาน และเครื่องมือแพทย์

      นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 7 ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนรวม 10 ประเทศ ได้ลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) โดยเพิ่มข้อตกลงด้านการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุนในความตกลง AJCEP เดิมที่ได้จัดทำตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะเรื่องการค้าสินค้า โดยพิธีสารฉบับแก้ไขดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับภายในครึ่งปีหลังของปี 2562

       ทั้งนี้ภายใต้ความตกลงฉบับแก้ไขนี้ ไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่ญี่ปุ่นจะเปิดตลาดสาขาบริการให้กับอาเซียนเพิ่มเติมในระดับที่สูงกว่าข้อผูกพันที่ญี่ปุ่นทำไว้กับองค์การการค้าโลก (WTO) โดยในภาคการค้า เช่น บริการด้านวิจัยและพัฒนา บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการวิชาชีพ บริการโสตทัศน์ บริการก่อสร้าง บริการจัดจำหน่าย บริการสิ่งแวดล้อม บริการการเงิน และบริการขนส่งในบางกิจกรรม เป็นต้น ซึ่งญี่ปุ่นจะเปิดตลาดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ถึง 100%

       นอกจากนี้ ยังจะเปิดตลาดเพิ่มเติมจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เช่น บริการด้านการแพทย์, ทันตกรรม และบริการด้านวิชาชีพพยาบาล เป็นต้น รวมถึงสาขาที่ไทยร้องขอ เช่น บริการก่อสร้าง, บริการการท่องเที่ยว และบริการด้านโทรคมนาคม เป็นต้น จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนได้อย่างครบวงจร ในขณะที่ไทยเปิดตลาดบริการด้านการวิจัยและพัฒนา การให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ และบริการด้านสิ่งแวดล้อมให้ญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานภาคบริการของไทย

       ส่วนด้านการลงทุน ทางญี่ปุ่นสนใจการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในสาขายานยนต์แห่งอนาคต, อากาศยาน, เครื่องมือแพทย์, หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของไทยให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกได้

       ในปี 2560 อาเซียนกับญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้ารวม 219,258 ล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่นยังเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย โดยปี 2561 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่า 60,201 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.24% เป็นการส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 24,941 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 35,259 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ญี่ปุ่น-จีน” ยังหนุนรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ด้านฝ่ายไทยเชื่อมั่นเกิดขึ้นจริง    

ผู้ว่าการ JBIC เข้าพบนายกรัฐมนตรี ยืนยันจะยังคงสนับสนุนความร่วมมือกับไทยและจีน ร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และพร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและทุกเงื่อนไขให้เป็นไปตาม TOR เพื่อผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นได้จริง ด้านรองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปทันกรอบเวลา หลังคณะกรรมการคัดเลือกฯ เลื่อนนัดสรุปผลการเจรจากับกลุ่มซีพี เป็นวันที่ 19 มีนาคมนี้  

       นายทาดาชิ มาเอดะ ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการพบกันอีกครั้ง หลังจากการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อรายงานความคืบหน้าในการผลักดันโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

       ผู้ว่าการ JBIC ยืนยันว่า ผู้นำญี่ปุ่นและจีนเห็นความสำคัญของ EEC เป็นอย่างมาก จึงสนใจที่จะลงทุนร่วมกัน ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือของเอกชนญี่ปุ่นและจีนในประเทศที่ 3 โครงการแรก ซึ่งจะทำให้ไทยและภูมิภาคเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น นณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันจะเดินหน้าโครงการให้สำเร็จ หลังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก JBIC ในด้านการเงินเพื่อผลักดันให้ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น-จีน เกิดขึ้นได้จริงและเป็นรูปธรรม เนื่องจาก EEC จะเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค และยินดีอย่างมากที่ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดใน EEC

       โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำเตือนถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยที่ผ่านมา ญี่ปุ่นให้ความร่วมมือในโครงการต่างๆ เป็นอย่างดี อาทิ การจัดตั้งสถาบันการศึกษาในไทย และคาดหวังให้สถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัยของญี่ปุ่นมาจัดตั้งสาขาในไทย และใน EEC เพิ่มเติมด้วย

       นอกจากนี้ นายทาดาชิได้หารือร่วมกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการยืนยันจากทาง JBIC ว่าพร้อมสนับสนุนทุกเงื่อนไขในร่าง TOR และหลังจากนี้จะหารือกับทางการจีนเพื่อหาข้อสรุปสุดท้าย เชื่อว่า JBIC จะดำเนินการให้ทันตามกรอบเวลา หลังคณะกรรมการคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นัดสรุปผลการเจรจากับกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด (CP) และพันธมิตร เป็นวันที่ 19 มีนาคม เลื่อนจากกำหนดเดิมในวันที่ 13 มีนาคมนี้ และไทยยังพร้อมรับการช่วยเหลือจาก JBIC ที่แสดงความสนใจจะสนับสนุนในโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีของไทย

       โอกาสเดียวกันนี้ ผู้ว่าการ JBIC ยังได้หารือร่วมกับ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในเรื่องการร่วมพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ใน EEC นอกเหนือจากโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน โดย JBIC เสนอกองทุนเสำรองฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน และแนวทางการบริหารโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) รวมถึงการวิเคราะห์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ EEC ด้วย


 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

ติดต่อเรา