EEC Hot News Vol.22

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.22
514

EEC Hot News Vol.22

EEC-HD ผนึก สกอ. ยกมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา ปั้นแรงงานทักษะป้อน EEC
ยอดลงทุนต่างประเทศพุ่งแรง โตกว่า 253%ญี่ปุ่นยังครองแชมป์
- ม
.บูรพา เตรียมผลิตบุคลากร ป้อนธุรกิจท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในพื้นที่ EEC
- หอการค้าชลบุรี เชื่อมั่น
โครงการสาธารณูปโภค ดึงดูดการลงทุนใน EECให้คึกคักได้

EEC-HD ผนึก สกอ. ยกมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา ปั้นแรงงานทักษะป้อน EEC

จากการประชุมหารือการพัฒนาบุคลากรและการศึกษายุคใหม่รองรับ EEC เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ณ สำนักเลขาธิการฯ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นำโดยศาสตราจารย์สัมพันธ์ ฤทธิเดช เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา  และนายอภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) สรุปเด็นสำคัญได้ดังนี้

         1. การพัฒนาบุคลากรในเขตพื้นที่ EECเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม (Demand Driven) เช่น BMW คัดเลือกนักศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาประมาณ 4,000-10,000 บาทต่อเดือน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะมีงานทำแน่นอน โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นในระดับ ปวช. 18,000 บาทต่อเดือน และระดับ ปวส. 20,000 บาทต่อเดือน
         2. สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมในระบบ EEC Model ต้องปรับตัวรองรับ EEC Model ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดำเนินงาน Talent Mobility โดยมีความท้าทาย คือ สถาบันการศึกษาในระบบ EEC รวมถึงสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการนอกพื้นที่ EEC ต้องได้รับประโยชน์ด้วย
         3. EEC จะจัดกิจกรรมจับคู่ (Matching) กับภาคอุตสาหกรรม โดยขอความร่วมมือจาก BOI เป็นผู้เชิญภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ขณะเดียวกันบางมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพก็สามารถที่ Matching กับภาคอุตสาหกรรมได้เอง
         4. EEC มีบทบาทในการพัฒนาบุคลากร ในด้านการสนับสนุนทุน ส่วน สกอ. ทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพ จัดแบ่งภารกิจให้แต่ละหน่ายงานในการพัฒนาบุคลากรด้านต่าง ๆ
         5. EEC จะยกมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา โดยจัดแบ่งเป็นกลุ่ม (Cluster) ที่ชัดเจน เช่น ม.บูรพา ด้านการท่องเที่ยว,  ม.เกษตรศาสตร์ ด้านพาณิชย์นาวี และอากาศยาน, ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ด้านโลจิสติกส์, ม. เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  ด้านระบบราง และ ม.ศรีปทุม กับ ม.บูรพา ด้านดิจิทัล เป็นต้น ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำให้ ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ดูแลเรื่องงานวิจัยเพิ่มเติม โดยให้ สกอ. ดึงหน่วยงานพันธมิตรเข้ามาร่วมพัฒนาบุคลากรด้วย เช่น กระทรวงคมนาคม ช่วยพัฒนาด้านการบิน เป็นต้น
         6. เตรียมจัดแบ่งความรับผิดชอบด้านการพัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์ EEC โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 จะมีการประชุมกับมหาวิทยาลัยทั้งหมด
         7. ออกแบบหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรร่วมกันระหว่าง EEC และ สกอ.  ทั้งนี้ EEC Model และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของ สกอ. เป็นโมเดียวเดียวกันและสอดคล้องกันกับของ EEC  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่พัฒนาบุคลากรร่วมกัน โดยในลำดับถัดไป จะจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ (Steering Committee )เพื่อติดตามการดำเนินงานพัฒนาบุคลากรในภาพรวมทั้งหมด

      นอกจากนี้ยังมีประเด็นหารือของ ม.บูรพา เกี่ยวกับเรื่องปัญหาการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา สำหรับนักศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยสรุปได้ 2 ประเด็น ดังนี้

      ประเด็นแรก ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่สามารถกู้เงินจากกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ แต่สามารถกู้ยืมเงิน กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ได้ ส่วนด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล (รองรับการพัฒนาแบบก้าวกระโดด) สามารถกู้ กยศ. ได้  ดังนั้นเลขาธิการ กกอ. เสนอแนะให้จัดทำหนังสือ และสรุปข้อมูลความต้องการบุคลากรในพื้นที่ EEC เพื่อขึ้นทะเบียน และสามารถปลดล็อคปัญหาดังกล่าวได้

      ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ความล่าช้าในการแต่งตั้งอธิการบดี ม.บูรพา โดย รศ.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ตามมาตรา 44 ได้ยื่นลาออก และอยู่ระหว่างโปรดเกล้าฯ อธิการบดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจาก ม.บูรพา เป็น Strategic University ในพื้นที่ EEC ดังนั้นจึงขอให้ สกอ. เร่งดำเนินการดังกล่าว โดยปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาจากฝ่ายกฎหมาย เพื่อนำวาระเสนอคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) พิจารณาต่อไป

ยอดลงทุนต่างประเทศพุ่งแรง โตกว่า 253%ญี่ปุ่นยังครองแชมป์

BOI เผยการลงทุนไตรมาสแรกปื 2562 ต่างประเทศลงทุนในไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 253% มีจำนวนโครงการกว่า 240 โครงการ สำหรับประเทศที่ครองอันดับหนึ่งในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังคงเป็นประเทศญี่ปุ่นเช่นเคย ในขณะที่ภาพรวมมีโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมถึง 387 โครงการ

       นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยถึงสถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 พบว่า มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 387 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% มูลค่าเงินลงทุนรวม 128,903 ล้านบาท โดยอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 199 โครงการ คิดเป็น 51% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่า 58,803 ล้านบาท หรือ 46% ของมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด

     สำหรับประเภทกิจกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่
     1. กิจการบริการและสาธารณูปโภค 129 โครงการ เงินลงทุนรวม 46,888 ล้านบาท
     2. กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 81 โครงการ เงินลงทุนรวม  22,259 ล้านบาท
     3. กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 65 โครงการ  เงินลงทุนรวม 15,258 ล้านบาท      
     4. กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร  52 โครงการ เงินลงทุนรวม 7,365 ล้านบาท

     อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนักลงทุนรายใหม่ให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริม ซึ่งมีจำนวนถึง 208 โครงการ หรือ 54% ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 39,170 ล้านบาท ส่วนการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ไตรมาสแรกนี้มีจำนวน 245 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 84,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 253%

     ทั้งนี้จากตัวเลขการลงทุนดังกล่าว พบว่าประเทศญี่ปุ่น ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด จำนวน 55 โครงการ เงินลงทุน 26,845 ล้านบาท ตามด้วยอันดับ 2  คือจีน 38 โครงการ เงินลงทุน 9,072 ล้านบาท และอันดับ 3 สิงคโปร์ 29 โครงการ  5,447 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น 29% ของโครงการจากต่างชาติทั้งหมด แต่หากพิจารณาในด้านมูลค่าการลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน คิดเป็น 30% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด


 

.บูรพา เตรียมผลิตบุคลากร ป้อนธุรกิจท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในพื้นที่ EEC

จากแนวทางการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมและการเตรียมแผนรองรับกับการผลิตบุคลากรป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งการผลิตบุคลากรยังคงเป็นไปอย่างจำกัด และอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จึงทำให้มหาวิทยาลัยบูรพาเตรียมแผนผลิตบุคลากรป้อนตลาดท่องเที่ยวไฮเอนด์ในพื้นที่ EEC  พร้อมสรุปฐานข้อมูลสร้างหลักสูตร ประกาศหนุนเติมเต็มศักยภาพศิษย์เก่าคณะการจัดการ-ท่องเที่ยว กลับมาเป็นกำลังสำคัญป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง

       ผศ.ดร.พรรณี พิมาพันธุ์ศรี คณบดีคณะการจัดการ-ท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “สำหรับแผนการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับกับการท่องเที่ยวในEEC นั้น ทางคณะฯ จะเริ่มมีการออกแบบหลักสูตร โดยร่วมกับทุกภาคส่วน แต่ในเบื้องต้นคงเน้นไปที่การรวบรวมฐานข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อวิเคราะห์และคำนวนหาตัวเลขในด้านต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวกว่า 29 ล้านคน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีประเภทไหนบ้าง และมีอยู่ในพื้นที่ EEC เท่าไหร่ จึงต้องวิเคราะห์ฐานข้อมูลตรงจุดนี้เพื่อให้สามารถสร้างแผนการผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวรองรับกับ EEC ให้ได้เพียงพอ"

        “ปัจจุบัน ม.บูรพา สามารถผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในสาขาการบริหารธุรกิจบริหารการโรงแรมได้ ปีละ 400-1,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทำให้ในเบื้องต้นก็เตรียมที่จะเจรจากับผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว และทำงานอยู่ในด้านนี้กลับมาเพิ่มเติมศักยภาพ โดยเน้นไปที่การรองรับตลาดนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ก่อน ซึ่งจากภาพรวมของการท่องเที่ยวพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ EEC ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ แนวทางการผลิตบุคลากรก็จะต้องเน้นตรงจุดนี้เป็นหลัก โดยมีดีลที่เคยทำไว้กับทาง The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkokเป็นโมเดลต้นแบบ"

       ขณะที่การผลิตบุคลากรเพื่อป้อนให้กับภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC นั้น จะเน้นการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ 60 % และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากนอกพื้นที่ 40 % โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หอการค้าชลบุรี เชื่อมั่นโครงการสาธารณูปโภค ดึงดูดการลงทุนใน EECให้คึกคักได้

หอการค้าจังหวัดชลบุรีมั่นใจ เมื่อโครงการสาธารณูปโภคได้ข้อสรุปจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ครั้งใหญ่ เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการลงทุนให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น หลังความคืบหน้าโครงการสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาสุดท้าย และเตรียมที่จะได้ข้อสรุปทั้งหมด ตามที่ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้แถลงไปล่าสุดนั้น โดยเฉพาะในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการส่วนต่อขยายท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด รวมถึงโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีนี้ กลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดภาพความคึกคักในด้านการลงทุนในพื้นที่

       ล่าสุด นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี ออกมากล่าวถึง โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ที่กำลังจะมีข้อสรุปนี้ว่า “เรื่องของโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC ทั้งหมดจะเป็นปัจจัสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนต่อไปในอนาคต เพราะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายอยากให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยเฉพาะจากภาคเอกชน ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มให้ภาพรวมของEEC ทั้งหมดสมบูรณ์แบบ

       “โครงการสาธาณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เกิดภาพของโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่จะอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเดินทาง, การค้า, ธุรกิจ และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะหากมีความชัดเจนก็จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศในการลงทุนที่ดี และเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจของนักลงทุนจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเรื่องของสายการผลิต หรือเรื่องของบุคลากรที่จะย้ายเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในพื้นที่ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ให้มีทิศทางการเติบโตที่ดีมากยิ่งขึ้น”        

       สำหรับสถานการณ์การลงทุน และการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC ปัจจุบันยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี และมีการเติบโตในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ อย่างพัทยา ที่ยังคงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนใพื้นที่ EECก็มีหลายประเทศให้ความสนใจทะยอยเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดชลบุรียังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

      หอการค้าจังหวัดชลบุรียืนยันอย่างมั่นใจว่าหากโครงการต่างๆ ได้ข้อสรุป ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลสำหรับภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีอย่างแน่นอน

                   
                    

 

 


                     

 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

EEC Hot News Vol.39

ติดต่อเรา