EEC Hot News Vol.23

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.23
342

EEC Hot News Vol.23

ก้าวไปอีกขั้นนำร่องพื้นที่ EEC ตั้งตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี
สมาคมอุตฯ ซอฟท์แวร์ผนึกนิคมฯ อมตะ  เล็งเปิดธุรกิจใหม่ใน EEC
การรถไฟฯ ขานรับ EEC เตรียมหารือสร้างทางรถไฟระหว่างประเทศ “กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ” เชื่อม “ไทย-กัมพูชา”
เปิดสะพานลอยข้ามทางลอดพร้อมลิฟท์แห่งแรกใน EEC ที่ชลบุรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ
 

ก้าวไปอีกขั้นนำร่องพื้นที่ EEC ตั้งตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี

กระทรวงพลังงานเตรียมนำร่องใช้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่ศึกษาการพัฒนา ”ตลาดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบโคเจนเนอเรชั่น” โดยนับเป็นครั้งแรกของไทยที่จะมีการทดลองตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี และเชื่อว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันราคา ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ลดลง

        นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงโครงการพัฒนาตลาดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กระบบพลังงานความร้อนร่วม (SPP Cogeneration) ที่ สนพ. มอบหมายให้สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ทำการศึกษานั้น เบื้องต้นคาดว่าจะนำร่องการศึกษาโครงการฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเร็วๆ นี้ น่าจะทราบผลการศึกษา เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

        ทั้งนี้ มีรายงานจากกระทรวงพลังงานว่า โครงการดังกล่าวเป็นผลมาจากมติที่ประชุม กพช. ให้ผู้ผลิตไฟฟ้า SPP Cogeneration ขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า จึงเห็นควรให้ สนพ. หาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินจากที่การไฟฟ้ารับซื้อ เบื้องต้นมี 2 แนวทาง  โดยแนวทางแรก คือ การเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีในพื้นที่ที่กำหนด เช่น พื้นที่ EEC โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะแข่งขันซื้อขายไฟฟ้ากันเองตามกลไกราคาไฟฟ้า และมีหน่วยงานกลางกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม

        ส่วนแนวทางที่ 2 คือ การเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบใช้บริการสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยภาครัฐประกาศปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการรับซื้อและให้ผู้ผลิตไฟฟ้าแข่งขันเสนอราคา ใครให้ราคาต่ำสุดภาครัฐจะเลือกซื้อไฟฟ้าจากรายนั้น เป็นต้น

        คาดว่าภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ สถาบันปิโตรเลียมฯ จะสรุปเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งได้ เพื่อเสนอ กบง. และ กพช. พิจารณา แต่เชื่อว่าการเปิดตลาดเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งในที่สุดจะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง และภาครัฐได้ทดลองระบบการซื้อขายไฟฟ้าเสรีเป็นครั้งแรกด้วย  


สมาคมอุตฯ ซอฟท์แวร์ผนึกนิคมฯ อมตะ  เล็งเปิดธุรกิจใหม่ใน EEC


สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)  ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การศึกษา มองหาแนวโน้มความเป็นไปได้ในธุรกิจใหม่ ๆ ใน EEC  มุ่งหวังต่อยอดตลาดในเมียนมาร์, เวียดนาม และลาว พร้อมสร้างความแข้มแข็งให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

         ภาคเอกชนจับมือร่วมพัฒนาเมืองอัจฉริยะ  (Smart City) สร้างฐานธุรกิจอุตสาหกรรมซอฟแวร์ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยวิสัยทัศน์ในการจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูงแบบครบวงจร สำหรับโรงงานและบริษัทที่ทำวิจัยและพัฒนาที่เข้ามาลงทุน ทั้งในโครงการอมตะ ซิตี้ ในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ EEC และโครงการอมตะ ซิตี้ ในต่างประเทศ  โดยอมตะฯ มีความยินดีที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศไทย ขยายตลาดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามที่อมตะฯ มีโครงการอยู่

        Ms. Lena Ng ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้การทำธุรกิจในโลกปัจจุบันแบ่งออกเป็น โลกดิจิทัล (Digital World) และโลกกายภาพ (Physical World)  ด้วยตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่ามีโอกาสมากมายที่ AMATA Smart City สามารถเป็นพันธมิตรกับ บริษัทนวัตกรรมชั้นนำระดับโลกและจากประเทศไทย”

        “ตามที่ประเทศไทยเป็นประธานของอาเซียนในปีนี้ อมตะฯ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมระดับโลก และบริษัทจากประเทศไทย ความร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยในครั้งนี้ จะเป็นโมเดลสำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนบริษัทไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตและโลดแล่นในระดับโลกต่อไปได้”

        ด้าน นายทินกร เหล่าเราวิโรจน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยให้ไปสู่จุดหมาย มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะมีการจัดตั้งโครงการAMATA-ATSI Digital Innovation Platform เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการร่วมขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 และเป็นการรองรับโครงการAMATA Smart Cityประยุกต์ธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยที่เหมาะสมให้กับโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของอมตะ และให้เป็นไปตามระบบATSI Ecosystemประกอบด้วยIndustrial & Factory, Education & E-Learning, Tourism & Hospitality, Retail & Wholesale, Transportation & Logistic, Backbone Business & General Software Solution

        ทั้งนี้เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านผู้คนสู่สังคมดิจิทัล ร่วมขับเคลื่อน Digital Thailand 4.0 ขยายธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยไปต่างประเทศ ทั้งในประเทศเมียนมาร์, เวียดนาม, และลาว โดยมีแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันในแบบVirtual Team

        ขณะที่ นางสาวยุวดี แซ่โก่ย เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) กล่าวเสริมว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวจะมีการพัฒนาคนสู่ Digital Workforce แบบครบวงจร โดยผ่านเครื่องมือ Digital Learning Tools โดยมุ่งประโยชน์ในการสร้าง Business Model ระหว่าง อมตะ และ  ATSI ทำให้เกิดการแบ่งบันผลประโยชน์ร่วมกัน สามารถพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรของโรงงานในพื้นที่อมตะ ให้มีทักษะทั้งในด้านการปฏิบัติงานตามสาขาวิชาชีพ และทักษะด้านอื่น ๆ ในการทำงานและการดำเนินชีวิต ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ถึง 30 เมษายน 2564 หลังจากนั้นการต่ออายุของ MOUอาจจะขยายโดยการเขียนข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย ในการสนับสนุนการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ต่อไป

การรถไฟฯ ขานรับ EEC เตรียมหารือสร้างทางรถไฟระหว่างประเทศ
“กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ” เชื่อม “ไทย-กัมพูชา”

จับตาทางรถไฟสาย EEC ด้านบน กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ รองรับการท่องเที่ยว-ลงทุนในพื้นที่ EEC ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทยตรียมจัดทีมหารือกับทางกัมพูชา เชื่อมต่อเส้นทางให้เป็นรถไฟระหว่างประเทศ พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อยอดสะพานมิตรภาพ ไทย-กัมพูชา ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้

       นายวรวุฒิ มาลา ผู้การการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการเปิดเส้นทางรถไฟสายอรัญประเทศจังหวัดสระแก้ว เพื่อรองรับกับการเติบโตในฐานะหนึ่งในจังหวัดพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า “เส้นทางรถไฟสายอรัญประเทศในจังหวัดสระแก้วที่จะเชื่อมต่อกับพื้นที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งจะเป็นเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศอีกเส้นทางหนึ่ง และเป็นเส้นทางรถไฟด้านบนของ EEC โดยทางการรถไฟจะเตรียมตั้งคณะทำงานเพื่อหารือกับทางประเทศกัมพูชา ในการเปิดเส้นทางรถไฟเส้นทางนี้ในอนาตคต
อย่างเต็มรูปแบบซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในเรื่องของการค้าการค้าชายแดนการลงทุนใน EEC รวมถึงการขนส่งในด้านต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์กับเรื่องของเส้นทางการรถไฟสายท่องเที่ยวระหว่างประเทศอีกด้วย

        “สำหรับกระบวนการต่อไปคงต้องหารือกับทางกัมพูชา ในการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเส้นทางจุดตัดต่างๆ รวมถึงพื้นที่ว่าสามารถเข้าไปได้ถึงจุดไหน ส่วนเรื่องของทางรถไฟในประเทศไทยนั้นมีความพร้อมอยู่แล้ว เหลือแต่ในส่วนของการเดินรถที่จะต้องมาพูดคุยกันในรายละเอียดทั้งในเรื่องความสะดวกความปลอดภัย และรายละเอียดในส่วนอื่นๆ”


 

        ด้านขบวนรถที่จะใช้โดยสารในเส้นทางสายอรัญประเทศ ทางการรถไฟฯ ได้รับการรองขอขบวนรถไฟด่วนพิเศษ (สปรินเตอร์) ซึ่งการรถไฟก็พยายามเร่งรัดดำเนินการในส่วนนี้ ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนก็จะเป็นอีกหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจในพื้นที่ EEC เพราะจะเป็นเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศ เชื่มโยงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกของกัมพูชา และเป็นเชื่อมต่อกับสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชาที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทั้งหมดก็จะมีการสรุป และหารือกับทางกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง

เปิดสะพานลอยข้ามทางลอดพร้อมลิฟท์แห่งแรกใน EEC ที่ชลบุรี
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดสะพานลอยข้ามทางลอดพัทยากลางพร้อมลิฟท์เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้พิการ หน้ามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี เป็นแห่งแรกในพื้นที่ EEC และแห่งเดียวของประเทศในขณะนี้

       ที่ผ่านมากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการก่อสร้างทางลอดพัทยากลางและเปิดใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด เพิ่มความปลอดภัยบริเวณทางแยกถนนพัทยากลาง และเพิ่มศักยภาพของเมืองพัทยา ส่งผลให้เกิดความสะดวกปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก



       นอกจากนี้ ทช.ยังได้ตระหนักถึงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตได้สะดวกมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ทช.จึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างสะพานลอยข้ามทางลอดพัทยากลางบริเวณหน้ามูลนิธิพระมหาไถ่ฯ

       ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้พิการได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานสะพานลอยดังกล่าว จึงได้จัดให้มีลิฟท์โปร่งแสงและสิ่งอำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้พิการ ซึ่งผู้พิการที่จะข้ามไปทำธุระฝั่งตรงข้ามหรือจะมาที่มูลนิธิพระมหาไถฯ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างรถโดยสารในการข้ามฝั่งเหมือนแต่เดิม

      โดยลักษณะของสะพานลอยฯ เป็นแบบโครงเหล็กถัก ความยาว 42.780 เมตร พร้อมก่อสร้างลิฟท์แก้วแบบโปร่งแสง เพื่อให้บุคคลภายนอกสามารถเห็นผู้พิการขณะใช้ลิฟท์ เป็นการเพิ่มความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินและมีแผงปุ่มกดสำหรับผู้พิการ (อักษรเบรลล์), ปุ่มกดกระดิ่ง, ปุ่มกดโทรศัพท์ช่วยเหลือ และกล้องวงจรปิดเพื่อส่งสัญญาณถึงอาคารควบคุมพัทยากลางในขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งติดตั้งสัญญาณเตือนภัยหน้าลิฟท์ทั้งสองชั้น ติดตั้งระบบ UPS สำรองไฟ หากเกิดไฟฟ้าดับ ลิฟท์จะเลื่อนลงมาชั้นล่างเพื่อเปิดประตูให้คนออกจากลิฟท์ได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบันสะพานลอยฯ ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการแล้วโดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 14.581 ล้านบาท

       โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน คนพิการแล้ว ยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีในแง่การพัฒนาเมืองที่เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุน EEC ทั้งยังตอบโจทย์การอยู่อาศัยร่วมกันของพลเมืองทุกคนโดยไม่มีใครถูกกีดกันจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน

 

 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

EEC Hot News Vol.39

ติดต่อเรา