EEC Hot News Vol.27

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.27
1,005

EEC Hot News Vol.27

-   ชง “ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน” เข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม 24 มิ.พร้อมจ่อเซ็นสัญญากลุ่มซีพี ก..นีี้  
-   บริษัทหุ่นยนต์จีนจ่อตั้งสวนอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ใน EEC
-  อิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์-หุ่นยนต์” มาแรง ดันยอดตั้งโรงงานใหม่ปี ’62 แตะ 100,000 ล้าน
  พัทยาฮอตไม่สร่าง บูมแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่

ชง “ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน”
เข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม 24
มิ.พร้อมจ่อเซ็นสัญญากลุ่มซีพี ก..นี้

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปลายเดือนมิถุนายน 2562 นี้ อนุมัติการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) หลังรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านการพิจารณาแล้ว คาดลงนามกับกลุ่มซีพี ผู้ชนะโครงการได้ไม่เกินต้นเดือนกรกฎาคม 2562

         นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงิน 224,544 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเรียบร้อยแล้ว และจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน และคาดว่าจะสามารถลงนามกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ผู้ชนะการประมูลได้ไม่เกินต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จากเดิมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) คาดว่าจะลงนามสัญญาร่วมทุนได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้           

          ส่วนการส่งมอบพื้นที่นั้น นายวรวุฒิ กล่าวว่า ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะหารือกับกลุ่มซีพี เรื่องการส่งมอบพื้นที่ตั้งแต่บริเวณดอนเมือง -อู่ตะเภา โดยเฉพาะประเด็นการบุกรุกพื้นที่ ปัญหาสัญญาเช่าพื้นที่ พื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น และช่วงสถานีจิตรลดาที่เป็นคลองแห้งทับซ้อนกับสายสีแดง ซึ่งทางกลุ่มซีพีจะต้องก่อสร้างไปก่อนโดยเผื่อสายสีแดงด้วยแล้วค่อยใช้คืนภายหลัง รวมทั้งการรื้อย้ายเสาตอม่อโฮปเวลล์ เป็นต้น

         สำหรับพื้นที่เวนคืนที่ฉะชิงเทรา ยังรอการออกพระราชกฤษฎีกาการกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จำนวน 850 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง 245 หลัง วงเงิน 3,570 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มซีพีทราบขั้นตอนการดำเนินการแล้ว โดยจุดที่มีปัญหาจะต้องใช้เวลาในการจัดการก่อนส่งมอบพื้นที่ ซึ่งมีเวลาส่งมอบภายใน 5 ปี 

         อย่างไรก็ตาม การรื้อย้ายสาธารณูปโภคต่าง ๆ อยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มซีพี ขณะที่ รฟท. จะรับผิดชอบการโยกย้ายผู้บุกรุก รวมถึงเสาตอม่อโฮปเวลล์ โดยพื้นที่ที่จะพัฒนาเชิงพาณิชย์ (TOD) มีทั้งหมด 150 ไร่ จะส่งมอบส่วนแรก 100 ไร่ก่อน อีก 50 ไร่ที่เหลือ จะทยอยส่งมอบภายใน 5 ปี 

บริษัทหุ่นยนต์จีนจ่อตั้งสวนอุตสาหกรรม
บนพื้นที่ 1,200 ไร่ ใน EEC

EEC เนื้อหอม! บริษัทหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ “SIASUN Robot” จากจีน สนใจลงทุนตั้งสวนอุตสาหกรรม (Industrial Park) บนพื้นที่ 1,200 ไร่ เพื่อพัฒนาระบบหุ่นยนต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเร่งเจรจาเดินหน้าความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น สร้างบุคลากรด้านหุ่นยนต์คาดนำร่องในโรงงานอุตสาหกรรม 500 แห่ง จำนวน 2,000 คน ก่อนลงนาม MOU อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้  

          นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ภายในประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 โดยมีเป้าหมายภายในปี 2564 จะมีมูลค่าการใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท และภายใน 10 ปี หรือปี 2569 โรงงานอุตสาหกรรมจะใช้หุ่นยนต์มากกว่า 50% ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการผลิตและใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในกลุ่มประเทศอาเซียน และจะดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น

          โดยขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติการลงทุนแก่เอกชนแล้วหลายราย อาทิ บริษัท นาชิ และบริษัท แองก้า เข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนแขนกลและระบบอัตโนมัติ ในจังหวัดระยอง และภายในสัปดาห์นี้ บริษัท Siasun Robot & Automation จากจีน จะเข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการสวนอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 1,200 ไร่ ซึ่งจะเป็น Platform Industrial 4.0 ให้บริการด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เบื้องต้นคาดว่าจะให้บริการออกแบบระบบ (System Integrator : SI) ก่อน  

          “การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของไทย ไม่ได้มุ่งการผลิตหุ่นยนต์ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ แต่เน้นเรื่องของระบบ SI ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมในประเทศ และเร่งสร้างบุคลากรมารองรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ใน EEC ซึ่งจากการประเมินความต้องการแรงงานใน EEC ในช่วงปี 2562 – 2566 ต้องการเกือบ 4.7 แสนคน โดยในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ต้องการบุคลากรเกือบ 40,000 คน แบ่งเป็นระดับอาชีวะศึกษากว่า 38,000 คน ระดับปริญญาตรีกว่า 10,000 คน โดย สกพอ. ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย 8 แห่งในพื้นที่ ร่วมกันผลิตบุคลากรเหล่านี้ให้เพียงพอ”รศ.ดร.ชิต กล่าว

          นายชิตให้ข้อมูลว่าในสัปดาห์หน้าทางญี่ปุ่นจะส่งทีมคณะทำงานจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) มาหารือถึงความคืบหน้าในการฝึกอบรมบุคลากรของไทยภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น หลังจากที่ METI และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.) ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการพัฒนาและสร้างบุคคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม เบื้องต้นคาดว่าจะนำร่องกับโรงงานจำนวน 500 แห่ง ผลิตบุคลากรได้ไม่น้อยกว่า 2,000 คน ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยที่มีโรงงานอยู่ราว 400-500 แห่ง จะได้รับประโยชน์ด้วย หากการหารือบรรลุผลคาดว่าจะมีการลงนาม MOU ร่วมกันในเร็วๆ นี้  

         ด้าน นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ตั้งเป้าหมายจะขยายผลการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไปสู่เอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอ, อาหาร, เซรามิก, ยาง และเกษตร ที่ได้นำร่องในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, ยโสธร และอำนาจเจริญ) ให้นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการนำร่องเข้าโครงการปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ด้วยงบลงทุนรวม 800,000 บาท และสามารถคืนทุนได้ภายใน 16-18 เดือน

         ขณะที่ นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน และประธานคณะกรรมการศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (CoRE) กล่าวว่า ในช่วงปี 2561-62 มีโรงงานปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต 229 โรง ผู้ประกอบการ 65 ราย ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวม 9,641 ล้านบาท และมีผู้ขอสินเชื่อ SMEs เพื่อปรับระบบ 20 ราย มูลค่า 123.5 ล้านบาท มีผู้ให้บริการและออกแบบระบบ (SI) ได้รับการอบรมและพัฒนากว่า 700 ราย และกำลังพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์ 85 ต้นแบบ มีสมาชิกหน่วยงานเครือข่าย 15 แห่ง และมีบุคลากรหรือผู้ใช้ 610 คนก็ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาตามโปรแกรม

         ส่วน นายชัยพล มหามงคลสวัสดิ์ กรรมการบริหารฝ่ายจัดงาน สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) ตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปี 2562 จะมี SI ที่มีศักยภาพเพิ่มเป็น 200 ราย จากปัจจุบัน 110 ราย และวางแผนใช้ SI ที่พัฒนาแล้ว ให้มาเป็นผู้สร้าง SI หน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้ภายในปี 2563 คาดว่าจะมี SI รวมไม่น้อยกว่า 1,400 ราย   

         ทั้งนี้ จะมีการจัดงานแมนูแฟ็กเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2019 : มหกรรมเทคโนโลยีและโซลูชั่น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมและการผลิต จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย.นี้ ที่ไบเทค บางนา คาดจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 95,000 คน มีบริษัทเข้าร่วมงานจัดแสดงกว่า 500 บริษัท 2,400 แบรนด์ จาก 46 ประเทศ ครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ, พลาสติก, แม่พิมพ์และการขึ้นรูป, เทคโนโลยีการผลิต ชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น    

               

อิเล็กทรอนิกส์-ยานยนต์-หุ่นยนต์” มาแรง
ดันยอดตั้งโรงงานใหม่ปี ’62 แตะ 100,000 ล้าน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ตั้งเป้าหมายปี 2562 ยอดขอประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการโรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้นแตะ 100,000 ล้านบาท หลัง 5 เดือนแรก มียอดขอตั้งโรงงานใหม่กว่า 60,000 ล้านบาท โดยอุสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, หุ่นยนต์และแขนกล และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เติบโตแรง

         นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยยอดขอประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการโรงงานในพื้นที่ EEC ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562  มีจำนวน 209 โรงงาน เงินลงทุน 63,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 48,714 ล้านบาท ซึ่งอยู่ที่ 14,936 ล้านบาท จำนวน 227 โรงงาน และยังเกิดการจ้างงาน 11,926 คน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก สะท้อนจากจำนวนโรงงาน 39 โรงงาน เงินลงทุน 16,133 ล้านบาท จ้างงาน 6,332 คน ที่ขอตั้งใหม่และขยายโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และแขนกล และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

         หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดใน EEC พบว่าจังหวัดชลบุรี มียอดขอประกอบการกิจการใหม่และขยายกิจการโรงงานมากที่สุดถึง 42,777 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม 36,415 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์พลาสติก 2,161 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์โลหะ 1,115 ล้านบาท เป็นต้น

         รองลงมาเป็นจังหวัดระยอง เงินลงทุนทั้งสิ้น 18,231 ล้านบาท เป็นกลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 1,537 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์โลหะ 1,497 ล้านบาท และตามด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุนรวม 2,643 ล้านบาท เป็นกลุ่มผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ รวมทั้งซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ เงินลงทุน 1,014 ล้านบาท ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล 715 ล้านบาท

         นายทองชัย เชื่อมั่นว่าจนถึงสิ้นปี 2562 นี้ จะมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นในพื้นที่ EEC ประมาณ 100,000 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กำหนดไว้ หลังประเมินยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะสมตั้งแต่ปี 2560 - เดือนมีนาคม 2562 จำนวน 1,126 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 790,000 ล้านบาท ที่จะทำให้มีผู้ประกอบการทยอยมาขอรับประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงานอย่างต่อเนื่อง

พัทยาฮอตไม่สร่าง
บูมแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่


เมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่มีชายหาดและท้องทะเลที่สวยงาม อีกทั้งยังพรั่งพร้อมด้วยหจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและครบครัน  ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมากมายในแต่ละปี โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 200,000 ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่า 16 ล้านคน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของ EEC อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนทำธุรกิจด้านท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ล่าสุดณุศาศิริปักหมุด เลเจนด์ สยาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ ช่วยเติมเสน่ห์พัทยาให้มีสีสันและเย้ายวนในทุกมิติมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “เมืองแห่งตำนานอารยะสยาม”


          เลเจนด์ สยาม เกิดขึ้นโดยบริษัท ณุศา เลเจนด์ สยาม จำกัด เมื่อช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในเมืองพัทยาแห่งนี้ โดย เลเจนด์ สยาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างปรากฎการณ์ด้วยความอลังการแห่งตำนานศิลปวัฒนธรรมไทยของทุกภูมิภาคไว้ภายในพื้นที่อลังการกว่า 164 ไร่ หรือราว100,000 ตารางเมตร อย่างครบถ้วน ในขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งแคมเปญหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว แชะ ชิม ช้อป 

          โดยตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ 60%  ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และชาวไทย 40% คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในวันธรรมดาประมาณ 15,000 คนต่อวัน (จีนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์ 20,000 คนต่อวัน (รวมไทยและ AEC)
 

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

ติดต่อเรา