EEC Hot News Vol.35

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.35
367

EEC Hot News Vol.35

เร่งดันโรงงานกำจัด-รีไซเคิลรองรับกากอุตสาหกรรม 30 ล้านตัน/ปี  
ประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจีน ชื่นชมนโยบาย Thailand 4.0 พร้อมลงทุนในไทยเพิ่มเติม เน้นพื้นที่ EEC เป็นหลัก
-  “
อาเซียน” ครองแชมป์ 5 เดือนแรก ปี 62 มูลค่าการค้า FTA กับไทยสูงสุด 
-  บริษัทเยอรมันเชื่อมั่น EEC สร้างฐานการตลาดเพิ่ม

เร่งดันโรงงานกำจัด-รีไซเคิล
รองรับกากอุตสาหกรรม 30 ล้านตัน/ปี  

ปัญหาขยะเป็นปัญหาที่ภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ ทว่ามีมาตรการควบคุม ดูแล และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ล่าสุดกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้คุมเข้มแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากโรงงาน พร้อมผลักดันการพัฒนาโรงงานกำจัด บำบัดและรีไซเคิล เพื่อรองรับกากอุตสาหกรรมที่มีจำนวนมากในแต่ละภูมิภาค พร้อมสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ล่าสุดสามารถผลักดันโรงงานเข้าระบบจัดการกากอุตสาหกรรมแล้ว 32,986ราย ขณะที่ช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2562 มีปริมาณกากเข้าระบบแล้ว 13.18 ล้านตัน จากปริมาณสะสมทั้งหมด 30 ล้านตันต่อปี 

         นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแผนการผลักดันให้มีการจัดตั้งโรงงานที่รับกำจัด, บำบัด และรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม เพื่อรองรับปริมาณกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นกว่า 30 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้ สามารถผลักดันให้โรงงานเข้าระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องแล้ว 32,986 ราย จากจำนวนโรงงานทั้งหมด 67,989 ราย หรือคิดเป็น  48.52% ของโรงงานทั้งหมด แบ่งเป็นโรงงานที่เข้าระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 2,813 ราย หรือ78.95% ของโรงงานที่อยู่ในนิคมฯ 3,563 ราย และโรงงานที่อยู่นอกนิคมฯ ที่เข้าระบบการจัดการกากอุตสาหกรรม 30,173 ราย หรือ 46.83% ของโรงงานที่อยู่นอกนิคมฯ 64,426 ราย

         ทั้งนี้ ข้อมูลสิ้นเดือนมิถุนายน 2562 พบว่า มีโรงงานบำบัดน้ำเสียที่ได้รับอนุญาตรวม 133 ราย ส่วนใหญ่เป็นระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัทในเครือ, โรงงานเผาร่วมในการผลิตปูนซิเมนต์/ปูนขาว 12 ราย, โรงงานเตาเผาขยะติดเชื้อ 5 ราย, โรงงานเตาเผาของเสียอันตราย 4 ราย, โรงงานเตาเผาของเสียไม่อันตราย 10 ราย, โรงงานคัดแยกของเสียไม่อันตราย 1,609 ราย, โรงงานฝังกลบของเสียไม่อันตราย 20 ราย, โรงงานฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย 3 ราย และโรงงานรีไซเคิล 960 ราย โดยภาพรวมโรงงานดังกล่าวมีทั้งดำเนินกิจการ รวมถึงยังไม่แจ้งประกอบกิจการ และหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว เป็นต้น

         “จากข้อมูลการกระจายตัวเชิงปริมาณของโรงงานรับกำจัด และบำบัดในแต่ละภูมิภาค ทำให้การส่งเสริมการจัดตั้งอุตสาหกรรมที่รับกำจัด,  บำบัด และรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม ต้องนำข้อมูลเชิงคุณภาพมาประกอบการพิจารณา เพื่อส่งเสริมการจัดการกากอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับลักษณะกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออก โรงงานส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีกากของเสียอันตรายในปริมาณค่อนข้างมาก เป็นต้น โดยต้องนำเทคโนโลยีในการบริหารจัดการเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิภาพด้วย”

         ส่วนแนวทางการคุมเข้มและตรวจสอบกากของเสียที่เกิดขึ้นจากโรงงานในประเทศ กรอ.มีกฎหมายที่ควบคุมและดูแลการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากโรงงานในประเทศจากต้นทางไปถึงปลายทางอย่างเข้มงวด เช่น โรงงานที่จะนำของเสียออกไปกำจัด, บำบัด หรือรีไซเคิลนอกโรงงาน ต้องขออนุญาตจาก กรอ. ก่อน ส่วนโรงงานที่กักเก็บของเสียไว้ภายในโรงงานเกิน 90 วัน ต้องขออนุญาตขยายระยะเวลากักเก็บของเสียไว้ภายในโรงงานเช่นกัน แต่หากดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 หรือปรับไม่เกิน 200,000บาท

         “กรอ. ยังได้จัดโครงการยกระดับมาตรฐานการจัดการกากของเสียของโรงงานผู้รับกำจัด,บำบัด และรีไซเคิล เพื่อส่งเสริมให้โรงงานมีมาตรฐานการจัดการของเสียที่ดี พร้อมทั้งพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Auto E-License) เข้ามาเชื่อมโยงกับระบบติดตามรถขนส่งของเสียอันตรายด้วยการติด GPS ซึ่งจะช่วยในการกำกับดูแลการขนส่งของเสียอันตรายแบบเรียลไทม์และมีการแจ้งเตือนหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่ง” 

         นอกจากนี้ กรอ. ยังได้คาดการณ์ปริมาณกากขยะวัตถุอันตรายและของเสียอื่น ๆ มีปริมาณ 30.94 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นกากอันตราย 1.74 ล้านตัน และไม่อันตราย 29.2 ล้านตัน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 (ตุลาคม 2561- มิถุนายน 2562) มีปริมาณกากที่เข้าระบบแล้ว 13.184 ล้านตัน แบ่งเป็นกากอันตราย 925,000 ตัน และไม่อันตราย 12.259 ล้านตัน 


 ประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจีน ชื่นชมนโยบาย Thailand 4.0
 พร้อมลงทุนในไทยเพิ่มเติม  เน้นพื้นที่ EEC เป็นหลัก

 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่าในโอกาสที่นายเผิง ฉุน  ประธานบริษัท China Investment Corporation (CIC) ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจีน (Sovereign Wealth Fund: SWF) เดินทางมาเยือนไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบา


         โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ได้พบกับประธาน CIC ในวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีในการหารือแนวทางและโอกาสในการลงทุนในไทยร่วมกัน โดยประธาน CIC ยืนยันว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้จะช่วยให้ CIC สามารถศึกษาและแสวงหาช่องการลงทุนใหม่ๆ ในไทยที่สอดคล้องกับนโยบายของ CIC

         ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะผลักดันความสัมพันธ์ไทย – จีน และความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่รอบด้านให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยง ซึ่งนโยบายประเทศไทย 4.0 สอดคล้องกับข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง  (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ขณะที่ประธาน CIC ย้ำถึงมิตรภาพที่เข้มแข็งระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมแสดงความชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ให้ใกล้ชิดและแนบแน่นมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่า ไทย-จีน จะสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีนี้ต่อไป

          สำหรับด้านการค้าและการลงทุน ประธาน CIC แสดงความชื่นชมนโยบาย Thailand 4.0 และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย พร้อมทั้งแสดงความสนใจที่จะหาลู่ทางการลงทุนที่เหมาะสมด้านโครงสร้างพื้นฐาน, พลังงาน และคมนาคม ในไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนให้ CIC พิจารณาเข้ามาลงทุนในโครงการ EEC โดยเฉพาะในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd หรือ Digital Park Thailand) ที่สามารถนำความรู้และประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้

          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อในอาเซียน ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค โดยหวังว่า CIC จะพิจารณาเข้ามาลงทุนในโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและภูมิภาคนี้ในอนาคต

          ทั้งนี้ CIC ก่อตั้งเมื่อกันยายน 2550 ทำหน้าที่บริหารเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

 “อาเซียน” ครองแชมป์ 5 เดือนแรก ปี 62
 มูลค่าการค้า FTA กับไทยสูงสุด 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยสถิติการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าภายใต้กรอบเขตการค้าเสรี (FTA) ช่วง 5 เดือนแรกปี 2562 มีมูลค่ากว่า 1.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยอาเซียนครองแชมป์มูลค่าการค้าสูงสุด รองลงมาคือจีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ ขณะที่การค้าไทยกับอินเดีย และไทยกับเปรู ยังคงขยายตัวได้ดี

        นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานสถิติการค้าที่ประเทศไทยทำ FTA จำนวน 12 ฉบับ 17 ประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 พบว่า การค้ารวมระหว่างไทยกับ 17 ประเทศ มีมูลค่า 119,290 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศคู่เจรจา FTA กับไทยมีมูลค่าการค้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
  

       1. อาเซียน มีมูลค่าการค้า 44.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น รถยนต์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำมันสำเร็จรูป, เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าหลักจากอาเซียน เช่น น้ำมันดิบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, ก๊าซธรรมชาติ, เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

         2. จีน มีมูลค่าการค้า 31.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก เช่น เม็ดพลาสติก, ผลิตภัณฑ์ยาง, เคมีภัณฑ์, ผลไม้สด, แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้า เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, เคมีภัณฑ์, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น

         3. ญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้า 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ขณะที่สินค้านำเข้า เช่น เครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์

         4. ออสเตรเลีย มีมูลค่าการค้า 5.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก เช่น รถยนต์  อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ, เม็ดพลาสติก, ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้านำเข้า เช่น น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น

         5. เกาหลีใต้ มีมูลค่าการค้า 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกของไทย เช่น น้ำตาลทราย, เครื่องคอมพิวเตอร์, เครื่องปรับอากาศ, ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้านำเข้าหลักจากเกาหลีใต้ เช่น เหล็ก, เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรกล, แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรไฟฟ้า เป็นต้น

         ทั้งนี้ พบว่าการค้าระหว่างไทยกับคู่ FTA 2 ประเทศ คือ อินเดียและเปรู ยังคงขยายตัวได้ดีในช่วง 5 เดือนแรกของปี โดยการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย มีมูลค่า 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน4.2% สินค้าส่งออกหลัก เช่น เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก, อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้า เช่น เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ, เครื่องปรับอากาศ และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น

         ส่วนการค้าระหว่างไทยกับเปรู มีมูลค่า 239 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปเปรู เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น และสินค้านำเข้า เช่น สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เป็นต้น

         “สถานการณ์การค้าโลกและการค้าระหว่างประเทศของไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจคลี่คลาย ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ลองตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ ความแน่นอน และลดความเสี่ยงทางการค้า พร้อมทั้งเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างแต้มต่อทางการค้า”

บริษัทเยอรมันเชื่อมั่น EEC สร้างฐานการตลาดเพิ่ม

บริษัทเยอรมันรายใหญ่หนุนสุดตัว EEC–รถไฟเชื่อมสามสนามบิน คาดกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการลงทุนมากขึ้น พร้อมขยายฐานการตลาด และการผลิตในอนาคต พร้อมปรับแผนการผลิตเสริมเทคโนโลยี โรงงานอัจฉริยะ ลดการใช้ทรัพยากรเพิ่มศักยภาพการผลิต

          นายอิศรา เกษมเศรษฐ ผู้จัดการโรงงานผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีกาว เฮงเค็ล ประเทศไทย บอกเล่าถึงมุมมองที่มีต่อเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก (EEC) ว่า “EEC เป็นประโยชน์อย่างมากในเชิงของการขยายกำลังซื้อในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากหากมีผู้เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากแล้ว โรงงานในพื้นที่ก็มีโอกาสที่จะขายสินค้า เพราะการลงทุนประกอบด้วยธุรกิจหลากหลายประเภท และอาจเป็นคู่ค้ากันได้”

          “โรงงานเฮงเค็ลเป็นโรงงานผลิตกาว มีขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ก้าวหน้า และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนต่างๆ  รวมถึงเรื่องของอุตสาหกรรมการบินอากาศยาน ซึ่งต้องการกาวที่มีคุณภาพดีและมีมาตรฐาน ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปใช้กับเครื่องบิน  อีกทั้งโรงงานเองก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC จึงมองถึงโอกาสในอนาคตทั้งเรื่องของการขยายฐานการตลาด และการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับ”

         นอกจากนี้ในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่มีความคืบหน้า ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดภาพการลงทุนในพื้นที่ และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่มีความสะดวกในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดความคึกคักในด้านการลงทุน

          ทั้งนี้โรงงานเฮงเค็ลเป็นหนึ่งในโรงงานที่ได้มีการปรับเปลี่ยนนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต  ในระบบ Smart Factory ทำให้กระบวนการผลิตทั้งหมดเป็นรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ และการผลิต จนถึงสินค้าที่ผลิตแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยมีการจัดการข้อมูลทั้งระบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Data Analytics ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้นและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ทางโรงงานยังเน้นพัฒนาบุคลากรเสริมสร้างศักยภาพทักษะในด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ซึ่งเป็นการรองรับกับการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC และการขยายฐานทางการตลาดรวมถึงฐานการผลิตในอนาคตต่อไป

ข่าวสารเกี่ยวกับ EEC

EEC Hot News Vol.38

ติดต่อเรา