EEC Hot News Vol.46

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.46
516

EEC Hot News Vol.46

EEC หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 20 ปี  ก้าวสู่ศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของอาเซียน 
ยกระดับปาล์มน้ำมัน ผลิต “สารหล่อลื่นชีวภาพ” หนุนพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพไทย
ครึ่งปีแรก 2562 ไฟเขียวต่างชาติลงทุนในไทยเกือบ 16,000 ล้านบาท
เตรียมเปิดเวทีระดมความเห็น ก่อนฟื้นเจรจา FTA ไทย-EU

EEC หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 20 ปี
ก้าวสู่ศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของอาเซียน 

เวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) จังหวัดจันทบุรี พบเศรษฐกิจจังหวัดภาคตะวันออก และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เชื่อมั่นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ทั้งยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์ รวมถึงการบินและโลจิสติกส์ ช่วยผลักดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า 

        นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดการสัมมนาวิชาการเวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) หัวข้อ “โอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออก” สรุปสาระสำคัญได้ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2562 มีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัว สอดคล้องกับการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจัยภายนอกประเทศทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ทำให้ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปี 2561 กดดันให้การส่งออกของไทยในปีนี้ ไม่สดใสมากนัก 

        สำหรับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกและจันทบุรีที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้รับประโยชน์จากการเป็นแหล่งผลิตผลไม้และการประมงสำคัญของประเทศ การมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการค้า เนื่องจากมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา และมีการค้าผ่านแดนไปยังเวียดนาม รวมทั้งยังมีการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นในภูมิภาค  

         ขณะที่ภาคเอกชน มองว่าจังหวัดจันทบุรีมีความเข้มแข็งหลายด้าน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน GAP, ตลาดส่งออกที่ขยายสู่ประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และเกาหลี อย่างไรก็ตาม ควรมีนวัตกรรมตลาดสินค้าผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกษตรดิจิทัล เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตสินค้าและเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ส่วนด้านการค้าและการท่องเที่ยวควรเน้นตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพมากขี้น โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) โดยภาครัฐควรเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ และแหล่งน้ำ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจภายในภูมิภาค รวมถึงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกและจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืน  

         นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ “โอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ” ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า อุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพแข่งขันกับต่างประเทศสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าส่งออกหลักของจันทบุรี ได้แก่ ผลไม้และอัญมณี ซึ่งปัจจุบันมียุทธศาสตร์ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีกับสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมาตรฐานของผลผลิต เกิดประโยชน์ในการส่งออกในอนาคต นำไปสู่การเป็น”มหานครแห่งผลไม้” ทำให้มีผู้ประกอบการและมีระบบเครือข่ายมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการส่งออกด้วย 

         ข้อสรุปที่ชัดเจนจากการเสวนาในครั้งนี้ ยังระบุอีกว่า การพัฒนาของ EEC เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนการเป็น “ศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์” ของภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะ 5 ปีแรก เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้กรอบการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน ซึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมมี 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) ได้แก่ ยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร ส่วนกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์  และอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ เป็นต้น

                         

ยกระดับปาล์มน้ำมัน ผลิต “สารหล่อลื่นชีวภาพ”
หนุนพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพไทย

       เมื่ออุตสาหกรรมชีวภาพ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่ EEC ให้การส่งเสริม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพไทย ยกระดับอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันของไทย ต่อยอดสู่การผลิต “สารหล่อลื่นชีวภาพ” (Biolubricant) หวังช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินและสร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้นในระยะยาว และสร้างผลประโยชน์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) คาดชิงส่วนแบ่งในตลาดโลกที่มีอยู่กว่า 125,000 ล้านบาท  

  

        นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการ สศอ. เปิดเผยถึงมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ปี 2561-2570 ซึ่งเป็นวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต ด้วยการต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) โดยขณะนี้ สศอ. ได้จัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันของไทย ไปสู่ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีต่อเนื่องในส่วนของสารหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricant) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับผลิตผลปาล์มน้ำมัน

        ทั้งนี้ จากการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ปี 2550 พบว่า การผลิตโอเลโอเคมี (การผลิตสารเคมีที่สกัดหรือสังเคราะห์ได้จากกรดไขมันต่าง ๆ ที่มาจากพืชน้ำมันหรือจากสัตว์) ภายในประเทศจะสามารถลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมี และยังส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำของโอเลโอเคมีเพื่อเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องจัดสรรการใช้ผลผลิตปาล์มน้ำมันได้อย่างมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจโลกได้มากที่สุด และกำหนดยุทธศาสตร์ไปสู่แนวทางปฏิบัติในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันได้อย่างครบวงจร

        คาดการณ์ว่าในปี 2562 ตลาดโอเลโอเคมีที่นอกเหนือจากไบโอดีเซลในตลาดโลกจะมีมูลค่ากว่า 7.5 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2570 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.18 ล้านล้านบาท มีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มจากปัจจุบัน 18 ล้านตัน เป็น 26 ล้านตัน โดยผลิตภัณฑ์กรดไขมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดใหญ่ที่สุด ในขณะที่ผลิตภัณฑ์รองลงมา ได้แก่ แอลกอฮอล์ของกรดไขมัน กลีเซอรอล ไม่นับรวมผลิตภัณฑ์เมธิลเอสเธอร์หรือไบโอดีเซลที่ใช้ในกลุ่มพลังงานที่จะมีความต้องการอีกมหาศาลในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

       นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เติบโตสูงที่สุดอีกด้วย เช่นเดียวกับ “สารหล่อลื่นชีวภาพ” ซึ่งเป็นสารเอสเทอร์จากกลุ่มกรดไขมันที่มีศักยภาพ โดยประมาณการณ์ว่ามีขนาดตลาดกว่า 85,000 ล้านบาท ในปี 2561 และจะเพิ่มสูงถึง 125,000 ล้านบาท ในปี 2569 หากผลิตได้ในประเทศมากขึ้นจะเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมันได้อีกทางหนึ่ง 

        สำหรับมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ปี 2561-2570 นับเป็น 1 ในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Bio Hub of ASEAN” ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในภูมิภาค เกิดการพัฒนาภาคเกษตรที่เชื่อมโยงสู่ภาคอุตสาหกรรม สร้างงาน สร้างรายได้กระจายสู่ท้องถิ่น โดยช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น นำมาสู่ฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ครึ่งปีแรก 2562 ไฟเขียวต่างชาติ
ลงทุนในไทยเกือบ 16,000 ล้านบาท                          

ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตต่างชาติลงทุนในไทย 25 ราย เงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจรวม 3,491 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าด้วยเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยร่วม 415 คน ส่งผลตั้งแต่มกราคม - กรกฎาคม 2562 มีคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาตรวม 124 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 15,962 ล้านบาท 

       นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ให้ข้อมูลว่า ได้อนุญาตให้คนต่างชาติ 25 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง และเยอรมนี ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 3,491 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 415 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีเฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

        ทั้งนี้ การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้ จะมีผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นวิทยาการซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น ความรู้เกี่ยวกับระบบกู้คืนพลังงานและระบบไฟฟ้าระบบใหม่, ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมการขุดเจาะปิโตรเลียม, ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับเครื่องจักรอัตโนมัติ, ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพซิลิโคน, ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพ Vernier, Microscope เป็นต้น

        สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่

        1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 7 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และเยอรมนี มีเงินลงทุนจำนวน 2,389 ล้านบาท อาทิ บริการให้ใช้ช่วงสิทธิในเทคโนโลยีการผลิตซิลิโคน, บริการให้คำปรึกษาแนะนำและฝึกอบรมด้านการวางแผนการเงินด้านทรัพยากรบุคคล ด้านโลจิสติกส์ และด้านบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า เป็นต้น 

        2. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 11 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากฮ่องกง ญี่ปุ่น และเยอรมนี เงินลงทุน 162 ล้านบาท อาทิ บริการทางวิศวกรรมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต อุปกรณ์และเครื่องมือที่ทำจากโลหะ, บริการติดตั้งแอปพลิเคชันสำหรับการให้บริการผ่านระบบออนไลน์และออฟไลน์ลงบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

        3. ธุรกิจนายหน้า/ค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากสวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส เงินลงทุน 89 ล้านบาท อาทิ นายหน้าจัดหาตลาดเพื่อการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์พิเศษ เป็นต้น

        4. ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาเอกชน จำนวน 2 ราย เป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ และฮ่องกง เงินลงทุน 851 ล้านบาท คือ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม, บริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ

        ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 62 จำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 9 ราย คิดเป็น 56% ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 1,933 ล้านบาท คิดเป็น 124% เนื่องจากมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง คือ บริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการให้ใช้ช่วงสิทธิในเทคโนโลยีการผลิตซิลิโคน เป็นต้น

        ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2562 มีคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาต 124 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 15,962 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61 ปรากฏว่าจำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตลดลง 36 ราย คิดเป็น 23% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 8,464 ล้านบาท คิดเป็น 113% เนื่องจากในปี 62 มีต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการออกแบบ จัดซื้อจัดหา ติดตั้ง ตรวจสอบ รวมทั้งการแก้ไขความชำรุดบกพร่องและบำรุงรักษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, บริการขุดเจาะปิโตรเลียม, บริการเป็นศูนย์บริหารเงิน  และบริการรับค้ำประกันหนี้ เป็นต้น

เตรียมเปิดเวทีระดมความเห็น
ก่อนฟื้นเจรจา FTA ไทย-EU

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) หลังหยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2557 เริ่มนัดแรกหารือเอกชน 14 สิงหาคมนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ศึกษาผลประโยชน์, ผลกระทบ และสำรวจความเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ หวังดันการลงทุน EU หลังพบแนวโน้มไทยลงทุนใน EU สูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 11,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

       นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมจัดประชุมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน เพื่อรับฟังความเห็นต่อการฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเจรจา ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเตรียมความพร้อมรับมือหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เป็นต้น  เบื้องต้นจะจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2562 ซึ่งจะจัดหารือตามกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งกลุ่มภาคเอกชน สมาคมธุรกิจและผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้บริโภคและองค์กรภาคประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น โดยกรมฯ กำหนดจัดรับฟังความเห็นครั้งแรกกับกลุ่มภาคเอกชน ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์

       นอกจากนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยังได้มอบหมายให้สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ศึกษาประโยชน์และผลกระทบการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-EU ตลอดจนสำรวจความเห็นจากประชากรกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ โดยกำหนดแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งกรมฯ จะรวบรวมผลการศึกษา การจัดรับฟังความเห็น และการตอบแบบสำรวจของประชากรกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ นำเสนอรัฐบาลเพื่อประกอบการตัดสินใจรื้อฟื้นการเจรจาดังกล่าวและกำหนดท่าทีการเจรจาอย่างรอบคอบต่อไป

       สำหรับมูลค่าการค้าไทย-EU ในปี 2561 มีมูลค่า 47,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 9.4% ของการค้าไทยกับโลก ขยายตัว 6.5% จากปี 2560 โดยเป็นการส่งออกจากไทยไป EU มูลค่า 25,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 22,281 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 5.1% และ 8.1% ตามลำดับ ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 (มกราคม-มิถุนายน) มูลค่าการค้ารวมไทย-EU มีมูลค่า 21,908 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการส่งออกจากไทยไป EU มูลค่า 12,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าจาก EU มูลค่า 9,817 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

       โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป EUเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์, อัญมณีและเครื่องประดับ, แผงวงจรไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และไก่แปรรูป เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจาก EU เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น สำหรับการลงทุนไทยใน EU มีแนวโน้มสูงขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 คิดเป็นมูลค่า 11,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าการลงทุนจาก EU เข้ามาไทย ซึ่งมีมูลค่า 7,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 

ติดต่อเรา