EEC Hot News Vol.47

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.47
441

EEC Hot News Vol.47

รองนายกฯ ‘สมคิด’ ชู EEC ต้นแบบการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค 
เศรษฐกิจ EEC ขยายตัวแรง หนุน “ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก” รุกเปิดสาขาใหม่
ผนึกธนาคารเอสเอ็มอีญี่ปุ่น สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย
- เตรียมจัด โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ หนุน ท่องเที่ยวทะเลตะวันออก

รองนายกฯ ‘สมคิด’ ชู EEC 
ต้นแบบการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค 

รองนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายผู้บริหารส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เน้นย้ำร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศก้าวผ่านวิกฤตโลก พร้อมชูเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้นแบบสู่การขยายการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่น ๆ ยืนยันแม้เป็นรัฐบาลผสมแต่จะไม่มีปัญหาการทำงานร่วมกัน ด้านนายกรัฐมนตรี ย้ำประเทศต้องเดินหน้าให้ได้ ย้ำทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมรับการแข่งขัน และเตรียมพัฒนาคนสู่อนาคตเพื่อเข้าสู่ระบบดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

         นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะต้องมุ่งสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทุกกระทรวงจึงต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินการต่อเนื่องและต่อยอดโครงการสำคัญจากรัฐบาลที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ยืนยันรัฐบาลพร้อมเดินหน้าผลักดันการลงทุนตามนโยบายรัฐและสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยและต่างชาติต่อการขยายลงทุนในประเทศ โดยวันที่ 21 สิงหาคม 2562 นี้ เตรียมเสนอ ครม.เศรษฐกิจ พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือครอบคลุมทุกภาค ทั้งภาคการเกษตร, ภาคท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้แก่รายย่อยในการฟื้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 

         สำหรับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เรื่องแรกคือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการชี้แจงนโยบายกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยย้ำชัดว่ารัฐบาลเดินหน้าลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3, สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, รถไฟทางคู่, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสากกรรมที่เป็นเป้าหมาย เกิดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC จากนั้นจะเป็นเรื่องการลงทุนด้านดิจิทัล โดยได้เน้นย้ำกับนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เร่งดำเนินการเรื่อง 5G ให้เกิดขึ้นภายในปี 2563

         ส่วนระยะที่ 2 เร่งเดินหน้าพัฒนาบุคคลากรให้ทันกับความต้องการของเอกชนที่ขยายการลงทุนในกลุ่มเป้าหมาย โดยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกัน เมื่อเขต EEC พัฒนาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะใช้เป็นต้นแบบนำไปพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจในภาคอื่น ๆ เช่นเดียวกับ EEC และระยะสุดท้าย คือสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศขนาดใหญ่ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะประสานความร่วมมืออย่างเท่าเทียม ไม่มีเอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันจะต้องยกระดับการพัฒนาเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) พร้อมกับเร่งส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล รองรับระบบ 5G เพื่อใช้พัฒนาในทุกภาคส่วน ทั้งหุ่นยนต์ การค้าออนไลน์ การนำกองทุนเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันนับหมื่นล้านบาท มาช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอี

         ทั้งนี้ นายสมคิด กล่าวว่า จากการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลเศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกนั้น รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการเงินและการคลังของประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกัน

         "ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ กังวลเรื่องการส่งออก เพราะหากส่งออกแล้วขาดทุนเขาก็คงไม่มาลงทุนในไทย จึงได้ชี้แจงว่าไทยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพราะการเงินการคลังต้องไปด้วยกัน โดยจะตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่นอน หลังจากที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว"

เศรษฐกิจ EEC ขยายตัวแรง
หนุน “ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก” รุกเปิดสาขาใหม่

ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก บุกขยายสาขาในภาคตะวันออก ล่าสุดแม็คโคร เปิดสาขาที่ 131 "บ่อวิน" จังหวัดระยองรองรับเศรษฐกิจที่ขยายตัวทุกมิติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชูจุดแข็งคลังสินค้าวัตถุดิบช่วยบริหารจัดการสต๊อก ลดภาระต้นทุน และยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมหนุนชาวสวนนำสับปะรดปัตตาเวียคุณภาพขึ้นห้าง สร้างตลาดนำการผลิต          

          นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร เปิดเผยว่า แม็คโครซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคระบบสมาชิกในราคาขายส่งแบบครบวงจร เดินหน้าขยายสาขาสู่ภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงเกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ โดยล่าสุด ได้เปิดสาขา ”บ่อวิน” จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 131 ของแม็คโคร

         โดยที่ตั้งของแม็คโคร สาขาบ่อวิน อยู่ในบริเวณของโครงการสำคัญ อย่าง EEC นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคและประเทศ โดยคาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย ร้านอาหาร ธุรกิจบริการจัดเลี้ยง ภัตตาคาร โรงแรม รีสอร์ท และผู้บริโภค ในการเป็นแหล่งซื้อหาวัตถุดิบคุณภาพในราคาขายส่ง ด้วยสินค้าที่หลากหลาย ที่สำคัญยังนำสินค้ามีชื่ออย่าง “สับปะรด สายพันธุ์ปัตตาเวีย” มาตรฐานปลอดภัยของเกษตรกรมาจำหน่าย ช่วยส่งเสริมคุณภาพและสร้างตลาดให้ผลไม้ไทย และผลิตผลทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

         นอกจากนี้ การเปิดแม็คโคร สาขาบ่อวิน ยังสร้างงานให้แก่คนท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงมีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงผลักดันกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชนอย่างต่อเนื่อง และในวันเปิดสาขาอย่างเป็นทางการ แม็คโครร่วมกับสโมสรโรตารีระยอง มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนจากโรงเรียนบ้านห้วยปราบ โรงเรียนบ้าน มาบยางพร และโรงเรียนมาบเตย จำนวน 15 ทุน


ผนึกธนาคารเอสเอ็มอีญี่ปุ่น
สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จับมือธนาคารโชโคชูคิน ประเทศญี่ปุ่น จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นกว่า 30 บริษัท เชื่อมโยงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอุปกรณ์เครื่องจักร พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย เผยสถิติญี่ปุ่นยังเป็นชาติที่ลงทุนในไทยสูงสุด ครึ่งปีแรก 2562 ขอลงทุนมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท       

         นางสาวบงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นชาติที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดอันดับ 1 โดยมีมูลค่าลงทุน 42,454 ล้านบาท จากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมด 147,169 ล้านบาท อุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนอันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และกิจการด้านบริการ

         ดังนั้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น กองพัฒนาและเชื่อมโยงการลงทุน จึงร่วมกับธนาคารโชโคชูคิน (Shoko Chukin Bank) ซึ่งเป็นธนาคารเอสเอ็มอีของประเทศญี่ปุ่นและมีสำนักงานในประเทศไทย จัดกิจกรรมเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น  โดยมีบริษัทจากญี่ปุ่นกว่า 30 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ประกอบการไทยตอบรับเข้าร่วมกว่า 45 บริษัท มาเข้าร่วมพบปะกันเพื่อเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)

         ทั้งนี้ ผู้ประกอบการญี่ปุ่นกลุ่มนี้เป็นลูกค้าธนาคารโชโคชูคินและธนาคารที่เป็นเครือข่ายพันธมิตร มีความต้องการซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง โดยพร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทยด้วย โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มีการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศรวม 8 ครั้ง สามารถจับคู่ธุรกิจมากกว่า 12,000 คู่ โดยเฉพาะกับนักลงทุนญี่ปุ่น จับคู่ธุรกิจกันมากที่สุดเกิน 50% ของการจับคู่ธุรกิจทั้งหมด 

         “ที่ผ่านมา BOI สนับสนุนให้เกิดการลงทุนและจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมแล้วถึง 8 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรกนี้ นอกจากจะสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย ยังเป็นโอกาสพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ระดับโลกโดยการเรียนรู้เทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติด้วย”

         สำหรับธนาคารโชโคชูคิน อยู่ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ของประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ทำงานกับ BOI อย่างใกล้ชิด และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนกับ BOI มาตั้งแต่ปี 2538  เพื่อสนับสนุนการลงทุนของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในไทย และสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น

เตรียมจัด ‘โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์’ ​หนุน ‘ท่องเที่ยวทะเลตะวันออก’

ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค เพราะพรั่งพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ทั้งสนามบินนานาชาติ รถไฟ และถนนสายหลัก ผ่านการลงทุนภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยุทธศาสตร์การลงทุนครั้งสำคัญของประเทศที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่ระดับภูมิภาค จึงมีศักยภาพจัดงานใหญ่ ’โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2562 เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง จากปี 2561 โดยเฉพาะการช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท

         นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ เปิดเผยถึงการเตรียมจัดงานแสดงเรือยอช์ทนานาชาติระดับเอเชีย หรือ โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ ซึ่งเป็นงานโชว์เรือยอช์ทชั้นนำระดับโลกและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับการล่องเรือ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 62 ณ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ พัทยา ท่าจอดเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระตุ้นธุรกิจและตลาดท่องเที่ยวทางทะเลและตอบรับกระแสความนิยมล่องเรือยอช์ทที่เติบโตสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์อีเว้นท์ที่กระตุ้นการท่องเที่ยวทางทะเลของภาคตะวันออก จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2555 และจัดต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าเยี่ยมชมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 6,000 คน เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2560 และโดยภาพรวมตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นกว่า 183% รวมทั้งช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท แม้ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ของไทยยังคงแข็งแกร่ง และการท่องเที่ยวทางทะเลบริเวณภาคตะวันออกของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตสูงขึ้นได้

         “ในปีนี้เราคาดหวังผู้เยี่ยมชมงานเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และยังมุ่งหวังให้การจัดงานเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการกระตุ้นธุรกิจและการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาคในการโปรโมตธุรกิจสินค้าและการบริการที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำเสนอความสวยงามของชายฝั่งทะเลและเกาะต่าง ๆ ในภาคตะวันออกสู่สายตาคนทั่วโลก พร้อม ๆ กับแนะนำไลฟ์สไตล์การล่องเรือให้กับนักท่องเที่ยวไทย”

         ด้าน นายสก็อต ฟินสเตน ผู้จัดการท่าเรือ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ ในฐานะผู้จัดงานโอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาล่องเรือที่ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนจะมีจำนวนลดลงบ้าง แต่โดยภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรก ยังมีนักท่องเที่ยวที่มาล่องเรือเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนครองอันดับ 1 ตามด้วยอันดับ 2 เกาหลี และนักท่องเที่ยวไทย เป็นอันดับ 3 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ก็คือการอยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยนิยมมาพักผ่อนด้วยการล่องเรือ สอดคล้องกับข้อมูลของผู้เข้าชมงานโอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท ล่าสุดที่มีสัดส่วนคนไทยมากที่สุดถึง 70% และเจ้าของเรือยอช์ทที่จอดอยู่ที่โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ ก็ยังเป็นกลุ่มคนไทยซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50%

         "การท่องเที่ยวทางทะเลในชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก นับว่ายังมีความเป็นธรรมชาติสูง โดยเมื่อเทียบกับตลาดท่องเที่ยวทางทะเลอย่างประเทศกรีซ ซึ่งประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมการเช่าเหมาลำเรือยอช์ท หรือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศมีคนเป็นเจ้าของเรือยอช์ทจำนวนมาก พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวของไทยมีจำนวนมากกว่า แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวเทียบเท่ากับสองประเทศนี้ โดยในปีนี้ ประเทศไทยเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศประมาณ 40 ล้านคน คาดว่าพัทยาจะรองรับได้ไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของฝั่งตะวันออกของไทยที่พร้อมขยายการท่องเที่ยวทางทะเลมากขึ้น”

         นอกจากนี้ ในปีนี้ โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ ยังจะจัดแสดงเรือยอช์ทแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 40 ลำ พร้อมด้วยการจัดแสดงสินค้าและการบริการด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวทางทะเล สินค้าเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม รถยนต์หรู และอีกมากมาย รวมทั้งการสาธิตกีฬาทางน้ำ ตลอดการจัดงานทั้ง 4 วัน
 

 

ติดต่อเรา