EEC Hot News Vol.51

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.51
496

EEC Hot News Vol.51

ดึงอัตลักษณ์ 3 ชุมชนภาคตะวันออกรองรับตลาดท่องเที่ยว EEC เติบโต 
- เปิดสถาบัน
SIMTec พัฒนากำลังคนป้อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งตอบโจทย์ EEC 
- เปิดเส้นทางท่องเที่ยว 12 คลัสเตอร์ รับแผน EEC เพิ่มรายได้ชุมชนภาคตะวันออก
- ขับเคลื่อน EECi ก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ พร้อมปั้น ‘HealthTech’ ไทยสู่เวทีโลก

ดึงอัตลักษณ์ 3 ชุมชนภาคตะวันออก
รองรับตลาดท่องเที่ยว EEC เติบโต 

อพท.3 ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ นำร่องดึงอัตลักษณ์ 3 ชุมชนภาคตะวันออก ได้แก่ เครื่องจักสานบ้านไร่หลักทอง และชุมชนผ้าทอบ้านปึก จังหวัดชลบุรี และชุมชนเสื่อบ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ จังหวัดจันทบุรี สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบ ภายใต้แนวคิด "ท่องเที่ยว เรียนรู้ อยู่นาน" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

         นายธิติ จันทร์แต่งผล ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. (เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก) เปิดเผยว่า อพท.3 ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกบนอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก (Active Beach) ด้วยการค้นหาอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกำหนดกรอบการพัฒนามาตรฐานและออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้สอดรับกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์พร้อมออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการเติบโตของเขตการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (สสท.) เป็นที่ปรึกษา 

         โดยนำร่องในชุมชน 3 แห่ง ได้แก่
         1.ชุมชนเครื่องจักสาน บ้านไร่หลักทอง จังหวัดชลบุรี พัฒนาต้นแบบกระเป๋าจักสานตกแต่งด้วยหนังเทียม ประกอบด้วย กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่ของ และกระเป๋าเอกสาร

         2.ชุมชนผ้าทอบ้านปึก จังหวัดชลบุรี พัฒนาต้นแบบเสื้อแฟชั่น Smart Casual สวมใส่สบาย และกระเป๋าผ้าทอบ้านปึก (กระเป๋ารักษ์โลก)

         3.ชุมชนเสื่อบ้านท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ จังหวัดจันทบุรี พัฒนาต้นแบบตุ๊กตากระต่ายจากเสื่อจันทบูร กระจกเงาตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูร กระเป๋าลายขั้นบันได กล้วยไม้จำลอง และผ้าม่านทอจากกกและตะไคร้หอม

         การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้งหมด มุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพในการซื้อระดับกลางถึงไฮเอน เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรม กลุ่มผู้ติดตามและครอบครัวที่เข้ามากับนักลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นต้น         

         ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการดังกล่าว อพท.3 ได้สร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรวมกว่า 60 ราย และเกิดต้นแบบการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ ยกระดับผลิตภัณฑ์พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 20% รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC 

 เปิดสถาบัน SIMTec
พัฒนากำลังคนป้อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งตอบโจทย์ EEC 

สอศ. ร่วมเปิดสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTec) รองรับการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ป้อนอุตสาหกรรม 4.0 ในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมตามความต้องการและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง S-Curve และ New S-Curve 

นายธวัชชัย อุ่ยพานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTec) และสำนักงานภาคตะวันออก ระยอง บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และผู้แทนจากองค์กรความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง

         รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท เครือสุมิพล ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 มีเป้าหมายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยได้จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีสุมิพล (SIMTec) เพื่อเป็นสถานฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ

         โดย สอศ. จะร่วมกับสถาบัน SIMTec กำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรทางเทคนิคแห่งนวัตกรรม เพื่อถ่ายทอดสู่ครู และนักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. ตามความต้องการและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง S-curve และ New S-curve ทำให้ครู และนักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. จะได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงกับเครื่องจักรกลระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือวัดด้านมาตรวิทยามิติที่ทันสมัย และใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรม ให้กับนักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. ภายใต้ อ.กรอ.อศ. กลุ่มอาชีพยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มอาชีพจักรยานยนต์และเครื่องยนต์เล็กเอนกประสงค์ และกลุ่มอาชีพแม่พิมพ์และพลาสติก ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาดูงานของสถานศึกษาสังกัด สอศ.ในการศึกษาดูงานด้านเครื่องจักรกลระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเครื่องมือวัดด้านมาตรวิทยามิติที่ทันสมัยอีกด้วย

         สำหรับสถาบัน SIMTec จะมีห้องฝึกอบรมหลายขนาด ได้แก่ ห้องสัมมนาขนาดใหญ่, ห้องฝึกปฏิบัติงานที่ติดตั้งเครื่องจักรกลระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และเครื่องมือวัดด้านมาตรวิทยามิติที่ทันสมัย ตลอดจนเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการผลิต สอดรับกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นการพัฒนาบุคลากรทางเทคนิคแห่งนวัตกรรม และเพิ่มพูนทักษะฝีมือแรงงานแก่ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานและนักเรียนนักศึกษาในภาคการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล สร้างกำลังแรงงานคุณภาพในอนาคตตามความมุ่งหมายของนโยบายรัฐบาล

เปิดเส้นทางท่องเที่ยว 12 คลัสเตอร์
รับแผน EEC เพิ่มรายได้ชุมชนภาคตะวันออก

อพท.3 เตรียมดัน 12 คลัสเตอร์ท่องเที่ยวครอบคลุม 4 จังหวัดภาคตะวันออก ชู 2 โซนรับท่องเที่ยวเทรนด์ใหม่ Bleisure และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Green Tourism รองรับแผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มั่นใจรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น 10 - 20 ล้านคนต่อปี ตอบโจทย์นโยบายรัฐยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเทียวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า สำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 ( อพท.3 ) ได้ดำเนินโครงการศึกษารูปแบบการบริหารการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวในเขตการพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้เป็นระบบคลัสเตอร์ด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ตามเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในแผนการสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ด้วยการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมประเทศ ซึ่งดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน        

         "รัฐบาลมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวในพื้นที่ EEC แต่ต้องการยกระดับภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมในพื้นที่ให้เชื่อมโยงกัน มีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก"

         ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้กำหนดพื้นที่เพื่อการศึกษาครอบคลุม 4 จังหวัด 39 ชุมชน ในภาคตะวันออก และที่ผ่านมา ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นแผนการพัฒนาแบ่งเป็น 2 โซน ที่มีความเหมาะสมเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ ประกอบด้วย

         1. โซนจังหวัด ชลบุรี - ระยอง ให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว Bleisure (มาจากคำว่าBusiness+Leisure) ซึ่งเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวของกลุ่มธุรกิจ ที่ปัจจุบันคนทำงานในภาคธุรกิจจะแบ่งเวลาทำงานและท่องเที่ยว พักผ่อนไปพร้อม ๆ กันมากขึ้น

         2. โซนจังหวัดจันทบุรี – ตราด เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว Green Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

         นอกจากนี้ ในแผนปฏิบัติการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยังกำหนดเป้าหมายการพัฒนาตามเส้นทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ท่าเทียบเรือ เป็นต้น ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบคลัสเตอร์ที่ส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวในท้องถิ่นของ 4 จังหวัด มากำหนดเส้นทางกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบเชื่อมโยงกัน แบ่งเป็น 12 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย

         1. ศูนย์การท่องเที่ยวทางทะเลนานาชาติ (International Coastal Tourism Hub)

         2. เมืองตากอากาศคลาสสิกที่ทันสมัย (The Modern Classic Resort Town)

         3. เกาะธรรมชาติที่ใกล้ที่สุดของคนเมือง (Natural Island of the urban)

         4. วิถีชุมชนนิเวศ (Eco Community)

         5. ศูนย์เรียนรู้ทางธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ (Creative Nature based Outdoor Learning Center)

         6. ย่านเมืองวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Cultural District)

         7. เมืองมรดกทางประวัติศาสตร์ของชายฝั่งตะวันออก (Historical Heritage of the Eastern Coast)

         8. หมู่เกาะสีเขียว (Green Islands)

         9. วิถีตราด (Biodiversity of Trat)

         10. ท่องเที่ยวชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ Tourism)

         11. พักผ่อนและผ่อนคลาย (Retreat)

         12. แหล่งกินดีอยู่ดี (Gastronomy)        

         โดยเป้าหมายการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 12 กลุ่มคลัสเตอร์ เป็นผลมาจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างต่อเนื่องระยะเวลามากกว่า 5 ปี ของ อพท. และการสำรวจวิเคราะห์โดยทีมที่ปรึกษา บริษัท ฟลัดเวย์ จำกัด เพื่อประเมินถึงศักยภาพและทิศทางการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ, สังคม และการขยายตัวของเมือง การเคลื่อนย้ายจำนวนประชากรในอนาคตในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสทางการตลาดด้านการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 - 20 ล้านคนต่อปี ในระยะ 3 - 5 ปีข้างหน้า         

         ดังนั้น อพท. 3 จึงได้จัดทำแผนปฎิบัติการเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น 3 ปี, ระยะกลาง 6 ปี และระยะยาว 10 ปี โดยนำผลการศึกษาความเป็นไปได้และการวิเคราะห์เบื้องต้น (Pre-Feasibility Study) มาจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้เป็นแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองให้เป็นรูปธรรม           

         สำหรับแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  (EEC) เป็นหนึ่งในแผนงานย่อยภายใต้แผนการพัฒนาเขต EEC เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแผนปฏิบัติในการดาเนินการในช่วงปี 2560 - 2564 ให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง สู่การท่องเที่ยวระดับโลกรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และกลุ่มเชิงสุขภาพ โดยมีพัทยา, สัตหีบ และระยอง เป็นวงแหวนการท่องเที่ยวหลัก ขยายสู่ฉะเชิงเทราซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และขยายสู่แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประชาชนในพื้นที่ให้สูงขึ้น

ขับเคลื่อน EECi ก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์
พร้อมปั้น ‘HealthTech’ ไทยสู่เวทีโลก

มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามบันทึกข้อตกลงกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หนุนแผนขับเคลื่อนแม่บทการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทย ด้าน ‘มหิดล’ เผยแนวคิดพัฒนาโครงการ ‘ศาลายา สตาร์ทอัพ ทาวน์’ ชูเป็นเมืองแห่งสตาร์ทอัพด้าน HealthTech และ Healthcare เชื่อมโยง EECi ทั้งรองรับระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนช่วงตลิ่งชัน - ศาลายา และการขยายตัวของศาลายา หนุนไทยก้าวสู่ Medical Hub         

นายเจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวว่า สวทช. ได้ลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลงการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนแม่บท EECi ด้านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย กับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีศักยภาพด้านองค์ความรู้ทางการแพทย์, สุขภาพและสาธารณสุข, การผลิตบุคคลากร และผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความพร้อมที่จะเป็น Lead Partner ผู้นำหลักเสริมทัพความแข็งแกร่งของเครือข่ายอุตสาหกรรมและซัพพลายเชน HealthTech และ Healthcare ของไทยให้เติบโต ก้าวหน้า นับเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคนและสตาร์ทอัพในสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ การวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ

         ทั้งนี้ EECi มุ่งสร้างนวัตกรรมและเป็นพื้นที่ต้นแบบในการนำนวัตกรรมเข้าไปผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (New S-Curve) สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 โดยอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต รองรับสังคมสูงวัย และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ประเทศ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยในปี 2020 คาดว่ามูลค่า HealthTech ในตลาดโลกจะสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าส่งออกและนำเข้า ปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาท ตลอดจนธุรกิจ Healthcare ในประเทศไทยสำหรับขาวต่างชาติ มีมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท

          ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งสู่การเป็น World-Class University ส่งเสริมการศึกษายุคใหม่ด้วยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เตรียมความพร้อมของคนรุ่นใหม่และบุคคลากรในอุตสาหกรรมการแพทย์-สุขภาพ สู่สังคมฐานนวัตกรรม โดยทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์หลายแห่งและเครือข่ายอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด โดยขอบเขตบันทึกข้อตกลง (Memoradum of Agreement: MOA) ระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองฝ่าย จะจัดทำโรดแมพของ EECi ระยะ 10 ปี และคาดว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยจะแล้วเสร็จใน 6-8 เดือน ครอบคลุมรูปแบบการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนากำลังคนทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งของ EECi และที่เกี่ยวเนื่อง สนับสนุนการพัฒนาโดยเชื่อมโยงผู้ผลิตนวัตกรรมและผู้ใช้นวัตกรรมทั้งในและข้ามห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยจัดกิจกรรมเชื่อมต่อและสร้างกลไกกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและนำเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์ ตลอดจนขยายผลต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

         ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหิดลมี 17 คณะ, 6 วิทยาลัย, 8 สถาบัน, 5 โรงพยาบาล, 2 โรงพยาบาลทันตกรรม และ 2 โรงพยาบาลสัตว์ รวมทั้งห้องปฏิบัติการที่ก้าวล้ำทันสมัยของคณะต่าง ๆ พร้อมด้วยโครงการ ศาลายา สตาร์ทอัพ ทาวน์  เมืองแห่งสตาร์ทอัพด้าน HealthTech และ Healthcareที่เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าทันสมัยในอนาคต     

      ด้าน นายจักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน - ศาลายา มีระยะทาง 14.8 ก.ม. วงเงินลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท กำหนดจะแล้วเสร็จ ในปี 2565 นั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการศึกษาแนวทางการพัฒนาใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่โดยรอบของสถานีศาลายา รองรับการเจริญเติบโตของเมือง รูปแบบสถานีมี 3 แพลทฟอร์ม รวมทั้งการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบรางและแนวทางการส่งเสริมการเดินทางเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะสำหรับทุกวัย ซึ่งการรถไฟฯ จะออกแบบพัฒนาฟื้นฟูเมือง, ระบบสาธารณูปโภค, การปรับปรุงโครงข่ายถนน, ทางเข้าสถานี , โครงข่ายทางเดินและทางจักรยาน และที่จอดรถ คาดว่าจะมีผู้ใช้สถานีศาลายาวันละ 35,000 คน

         ส่วนโครงการศาลายา สตาร์ทอัพ ทาวน์  ประกอบด้วย ระบบนิเวศน์และบริการแก่นักวิจัยและธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น

         1.Innogineer Studio เวิร์คช็อปที่ครบครันเครื่องมือไฮเทคสำหรับเอสเอ็มอีและเมคเกอร์เข้ามาทำโปรเจกต์ต่าง ๆ สร้างชิ้นงานและต้นแบบจากความคิดสร้างสรรค์

         2. Innogineer BAY ศูนย์ฝึกหัดด้านหุ่นยนต์และระบบ AI ที่ทันสมัยระดับโลก

         3. Innovation Service Center ศูนย์บริการนวัตกรรมแก่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม กำหนดเปิดในเดือนกันยายน 2562

         4. ศูนย์นวัตกรรมสังคมสูงวัยและบ้านอัจฉริยะ

         5. ห้องปฏิบัติการและศูนย์วิจัยที่ชำนาญด้านต่าง ๆ ของม.มหิดล

         6. ศูนย์ LogHealth บริการระบบโลจิสติกส์โรงพยาบาล และจัดทำแผนแม่บทระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภาคสาธารณสุขของประเทศ (HealthCare Logistics Big Data) ของประเทศ

         7.ศูนย์ทดสอบเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ กำหนดเปิดปลายปี 2562 จะช่วยปลดล๊อคการผลิตนวัตกรรมได้มากขึ้น โดยประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายในการยื่นขอรับการรับรองในต่างประเทศซึ่งสูงมาก

         8.ศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง มูลค่าลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท กำหนดเปิดเฟสแรกในปี 2563 และเฟสสองในปี 2564

         9. UNTIL Thailand ศูนย์ปฏิบัติการนวัตกรรมโดยสหประชาชาติจะเปิดเป็นแห่งที่ 5 ของโลก ในปลายปี 2562         

      ขณะที่ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แนวโน้มการวิจัยพัฒนาและเทคโนโลยีด้านสุขภาพและชีวการแพทย์ก้าวไปอย่างรวดเร็ว AI Deep Tech จะเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการใช้งานด้านการตรวจวินิจฉัย ฟื้นฟูและบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นสมอง สตาร์ทอัพในหลายประเทศต่างคิดค้นนวัตกรรมสุขภาพไร้สาย (Wireless Health) และอุปกรณ์สุขภาพเคลื่อนที่ (Mobile Health)  ซึ่งในยุคที่การสื่อสาร 5G เข้ามาเปลี่ยนแปลงด้วยประสิทธิภาพใหม่ จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อการแพทย์กับโลกอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น IoMT (Internet of Medical Things) ที่เห็นชัดคือ อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

         สำหรับ EECi เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประเทศ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 แห่ง ได้แก่
         1. วังจันทร์ วัลเล่ย์ (Wangchan Valley) อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรม ARIPOLIS ในด้านระบบอัตโนมัติ, หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ รวมถึง BIOPOLIS ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
         2. อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (Space Krenovation Park: SKP) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ (Aerospace)

 

 

 

ติดต่อเรา