EEC Hot News Vol.56

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.56
177

EEC Hot News Vol.56

-ขีดเส้น 15 .. 62 ลงนามสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน
- กรมเจ้าท่า ระดมความเห็น ’ถมทะเล’ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
-
 กรมโยธาฯ โชว์ผลงานเด่น 7 ปี ...ผังเมือง-วางผังเมือง EEC’ รับการวางแผนพัฒนาประเทศ  
ไทยพร้อมลุยปรับโครงสร้างพื้นฐาน – สร้างความมั่นคงพลังงาน  รับการพัฒนาของ EEC

ขีดเส้น 15 .. 62
ลงนามสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

การก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีความคืบหน้ามากขึ้นหลังคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน เปิดการเจรจาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ที่ผานมา กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร หรือ กลุ่มซีพี ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูลโครงการ เพื่อหาข้อสรุปก่อนการลงนามสัญญาเพื่อเดินหน้าโครงการ ภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม          

     นายวรวุธ มาลา รักษาการ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปร่วมกับกลุ่มซีพี เนื่องจากกลุ่มซีพียืนยันให้ รฟท. ส่งมอบพื้นที่โครงการทั้งหมดก่อนดำเนินโครงการ ทำให้ในวันที่ 30 กันยายน 2562 ทาง รฟท. จะนำเสนอรายละเอียดผลการหารือทั้งหมดรวมทั้งเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ (RFP) ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณา    

       โดย นายวรวุธ ย้ำว่า รฟท. จะไม่มีการหารือกับกลุ่มซีพีอีก เพราะมีหลายเรื่องได้ข้อสรุปแล้ว ยกเว้นเรื่องการส่งมอบพื้นที่ พร้อมกับยืนยันว่าในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ รฟท. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้พร้อมกันทั้งหมดในครั้งเดียวได้ ดังนั้น ขั้นตอนจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของ กพอ. จะพิจารณา ส่วนจะลงนามได้ทันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกลุ่มซีพีจะยอมเซ็นสัญญาหรือไม่ 

       ด้าน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังได้ประชุมร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนจาก สกพอ. และคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ พบว่าขณะนี้ได้ข้อสรุปเกือบครบทุกประเด็นแล้ว ยกเว้นเรื่องการส่งมอบพื้นที่ โดยกรณีนี้ตามหลักการทั่วไปไม่มีโครงการใดที่ส่งมอบพื้นที่ได้ 100% และจะต้องยึดตามกรอบเอกสาร RFP ซึ่งกำหนดให้ส่งมอบได้ไม่น้อยกว่า 50% ของพื้นที่โครงการ พร้อมยอมรับเป็นห่วงว่าจะกระทบภาพรวมโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และความเชื่อมั่นของประเทศในอนาคต เพราะตามหลักการแล้วในการลงนามสัญญานั้น รฟท. จะต้องเป็นผู้กำหนดวันเอง ไม่ใช่เอกชนเป็นผู้กำหนด

       ทั้งนี้ จากข้อมูลกระทรวงคมนาคม ระบุว่าเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ (RFP) กำหนดให้ส่งมอบพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 50% ของพื้นที่โครงการ ส่วนประเด็นที่เจรจากับกลุ่มซีพีเสร็จแล้ว อาทิเช่น การจัดหาและให้เงินที่รัฐร่วมลงทุนโครงการ ซึ่งต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นผู้เบิกเงินงบประมาณแทน รฟท. การให้สิทธิการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟและสิทธิการให้บริการเดินรถและบำรุงรักษาโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

       ส่วนการให้ความร่วมมือกับเอกชนคู่สัญญา ในการประสานงานหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องในการรื้อย้าย ปรับปรุง หรือก่อสร้างใหม่ของงานสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างในพื้นที่เขตทางรถไฟ ขณะนี้เจรจาในรายละเอียดเสร็จแล้ว และ รฟท. อยู่ระหว่างประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไทยพร้อมลุยปรับโครงสร้างพื้นฐาน – สร้างความมั่นคงพลังงาน
รับการพัฒนาของ EEC         

รมว.พลังงาน ย้ำในเวทีประชุม LNG ประเทศญี่ปุ่น พร้อมปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับการบริโภคในประเทศและภาคอุตสาหกรรมจากการพัฒนาของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เผยปี 2579 ไทยต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นถึง 7.4% หรือประมาณ 5.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในเวทีการประชุม LNG Producer-Consumer Conference ครั้งที่ 8 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า ในปี 2579 ประเทศไทย จะมีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.4% หรือ 5.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จึงต้องมีแผนรองรับการบริโภคอย่างเพียงพอ ทั้งการขยายการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มการแข่งขันในตลาด LNG และการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจก๊าซธรรมชาติแบบเสรี รวมทั้งตอบสนองความต้องการของเขตอุตสาหกรรมพิเศษที่ขยายเพิ่มขึ้น เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งในฐานะในไทยเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 จึงนำเสนอให้ประเทศสมาชิกร่วมกันพัฒนาแหล่งพลังงานที่หลากหลายยิ่งขึ้น และใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าผ่านโครงการท่อส่งก๊าซฯ ข้ามพรมแดนอาเซียน         

       นอกจากนี้ ไทยยังได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) โดยได้กระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ทั้งเรื่อง LNG ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นเทรดเดอร์รายใหญ่ของโลก รวมทั้งการหารือถึงความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า การนำเทคโนโลยีด้านไฮโดรเจนไปพัฒนาต่อในประเทศไทย ซึ่งญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่อง Smart Energy และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งทั้งสองประเทศจะตั้งคณะทำงานร่วมกันพัฒนาในเรื่องดังกล่าว คาดว่าในช่วงปลายปี 2562 นี้  จะมีการประชุมระดับ Policy Dialog เพื่อหารือเชิงนโยบายระหว่างกันให้เกิดแนวทางการทำงานร่วมกันต่อไป        

       สำหรับการจัดประชุมระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ LNG Producer-Consumer Conference ครั้งที่ 8 จัดขึ้นโดย METI ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงานแห่งเอเชียแปซิฟิก (APERC) เพื่อเป็นเวทีหารือสำหรับประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้ใช้ LNG รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในด้านอุปสงค์ อุปทาน และโครงสร้างตลาด LNG โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

         

กรมเจ้าท่า ระดมความเห็น ’ถมทะเล’ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3
เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

       กรมเจ้าท่า เปิดเวทีระดมความเห็นโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 เกี่ยวกับการถมทะเลเพื่อสร้างโครงการฯ โดยการถมทะเลมีมาตรการสำคัญที่ต้องทำ คือการสร้างเขื่อนล้อมพื้นที่เพื่อป้องกันผล
กระทบด้านสิ่งแวดล้อม  

       นายสมศักดิ์ ห่มม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียของหน่วยงานอนุญาตโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 เพื่อนำความเห็นและข้อเสนอส่งให้  คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาพร้อมกับรายละเอียดโครงการของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยประเด็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จะเป็นข้อมูลที่คล้ายคลึงกับที่ปรึกษาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ได้เปิดรับฟังไปก่อนหน้านี้ เช่น ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ผลกระทบจากการถมทะเลเพื่อสร้างโครงการ         

       ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมเจ้าท่า ระบุโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งจะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวก โครงข่ายและระบบการขนส่งต่อเนื่องในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเชื่อมต่อกับภายนอกอย่างเพียงพอและพร้อมรองรับการขยายตัวของปริมาณเรือ เพื่อลดความแออัดและความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมทั้งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ                  

       ส่วนองค์ประกอบของท่าเรือ แบ่งเป็น 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ท่าเรือและพื้นที่หลังท่า โดยพื้นที่ท่าเรือ ประกอบด้วย ท่าเรือขนส่งตู้สินค้า 4 ท่า คือ E1 E2 F1 และ F2 ท่าเรือขนส่งรถยนต์ E0 ท่าเรือชายฝั่ง และท่าเรือบริการ ขณะที่ พื้นที่หลังท่า (ที่ต้องถมทะเล) จะใช้เป็นพื้นที่กองตู้สินค้าติดกับท่าเรือขนส่งตู้สินค้าและท่าเรือชายฝั่งพื้นที่จอดรถอยู่ติดกับท่าเรือขนส่งรถยนต์ พื้นที่ตั้งอาคารสำนักงาน และพื้นที่สำหรับระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ทางรถไฟ

       สำหรับการถมทะเล จะต้องสร้างพื้นที่ปิดล้อมในบริเวณที่จะถมทะเลก่อน โดยพื้นที่ปิดล้อม คือ การสร้างเขื่อนล้อมพื้นที่ถม (Revetment) โครงสร้างของเขื่อนล้อมพื้นที่ถมส่วนหนึ่งใช้ทรายเป็นแกนกลาง แต่วัสดุที่ได้จากการขุดลอกด้วยเรือขุดแบบ Cutter Suction Dredger นั้น มีทั้งทรายและตะกอนดินผสมจึงนำมาสร้างเขื่อนล้อมพื้นที่ถมไม่ได้ทันที จึงต้องส่งไปยังพื้นที่คัดแยกทรายออกจากตะกอนดินก่อน คือ พื้นที่ Stock Area โดยโครงการได้กำหนดให้มีพื้นที่ Stock Area ในบริเวณบ่อตะกอนเดิมของท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 หลังจากที่แยกทรายออกจากตะกอนดินแล้ว จะลำเลียงทรายไปทำชั้นแกนกลางของเขื่อนล้อมพื้นที่ถม จนกว่าจะสร้างเขื่อนล้อมพื้นที่ถมเสร็จ จึงหยุดการสูบส่งวัสดุที่ได้จากการขุดลอกไปยังพื้นที่ Stock Area โดยพื้นที่ Stock Area จะดำเนินการอยู่ในบริเวณเดิมไม่มีการเคลื่อนย้ายไปที่อื่น 

 

  กรมโยธาฯ โชว์ผลงานเด่น 7 ปี
...ผังเมือง-วางผังเมือง EEC’ รับการวางแผนพัฒนาประเทศ         

กรมโยธาธิการและผังเมือง โชว์ผลงานรอบ 7 ปี ชูงานเด่นคือ “ยกร่าง พ...การผังเมือง พ.. 2562 การวางผังเมืองครบ 76 จังหวัด และวางผังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ชี้เป็นเครื่องมือช่วยให้การบริหารจัดการผังเมืองได้อย่างสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รองรับการวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคต

       นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แถลงผลการดำเนินงานในช่วงกว่า 7 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่  การผังเมือง, การพัฒนาเมือง, การอาคาร และการบริการด้านช่าง โดยมีผลงานสำคัญ เช่น การยกร่าง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 การวางและจัดทำผังเมืองครบทั้ง 76 จังหวัด การวางผังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  โครงการวางผังการระบายน้ำจังหวัดในลุ่มน้ำโครงการพัฒนาตามผังเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่และสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

       ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ด้านการผังเมือง เช่น งานผังเมืองรวมจังหวัดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 กรมฯ ได้ผลักดันให้ประเทศไทยบังคับใช้ผังเมืองรวมจังหวัดครบทั้ง 73 จังหวัด ภายใน ปี 2560 เป็นผลสำเร็จ (ยกเว้นกรุงเทพฯ ภูเก็ต นนทบุรี และสมุทรปราการ เพราะวางผังเมืองรวมครอบคลุมทั้งพื้นที่แล้ว) และในปี 2562 ได้ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในขั้นตอนการวางผังเมือง การกระจายอำนาจและกฎหมายที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งข้อดีของการปรับผังเมืองครั้งนี้ คือผังเมืองมีความสอดคล้องและเชื่อมโยง ทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการผังเมืองได้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีการจัดระบบระเบียบดีขึ้นส่งผลให้บูรณาการร่วมกันได้ดีขึ้นทุกภาคส่วน เป็นต้น

       ส่วนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเมือง เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่เฉพาะเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อให้มีระบบสาธารณูปโภคและถนนหนทางที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย สะดวกสบายมากขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่, โครงการพัฒนาพื้นที่เฉพาะบริเวณชายหาดปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาด ปรับปรุงสภาพแวดล้อมชายหาดที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุก รวมทั้งพัฒนาระบบคมนาคมให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวและใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น

       ขณะที่ ยุทธศาสตร์ด้านการอาคาร ได้เน้นการควบคุมและตรวจสอบอาคารทั่วประเทศ ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีอัตลักษณ์ ประหยัดพลังงานและลดภาวะโลกร้อน  ส่วนยุทธศาสตร์ด้านการบริการด้านช่าง เช่น จัดทำแบบบ้านต้านแผ่นดินไหว และแบบบ้านอารยสถาปัตย์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น

 

ติดต่อเรา