EEC Hot News Vol.57

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.57
326

EEC Hot News Vol.57

-รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมดึงนักลงทุนศึกษาโอกาสทองในไทย 
-ธุรกิจนิคมฯ เสนอภาครัฐ หนุนลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย  เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนใน EEC
-
ชงเปิดเสรี ธุรกิจ ลดอุปสรรค-กระตุ้นการลงทุนรับ EEC  
-‘TCEB’ ผนึก สถาบันการศึกษา ปั้นบุคลากร ‘MICE’ มืออาชีพป้อน EEC  

รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมดึงนักลงทุน
ศึกษาโอกาสทองในไทย 

       รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เปิดโอกาสหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมมือปรับโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์ (Robotic) พร้อมสนับสนุนการนำนักลงทุนจากญี่ปุ่น เข้ามาศึกษาความพร้อมและโอกาสการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย   

       นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หารือร่วมกับ นายโทโยนากะ อัตซิชิ ประธานองค์การสนับสนุนเอสเอ็มอีแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) ถึงแนวทางการพัฒนาเอสเอ็มอีร่วมกันผ่านรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ โครงการพัฒนานักวินิจฉัย และโครงการ T-Goodtech ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ สามารถเชื่อมโยงธุรกิจในรูปแบบ B2B โดยใช้ระบบเทคโนโลยี รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเชื่อมโยงธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งที่ผ่านมา มีมูลค่าการลงทุนจากการจับคู่ธุรกิจกว่า 300 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจระหว่างเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิม

         โดย รมว.อุตสาหกรรม ได้ร่วมในพิธีลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (Japan - Thailand Economic Cooperation Society : JTECS) เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทย ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 รวมถึงการพัฒนาระบบ System Integrator (SI) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป้าสร้างระบบ SI ให้เกิดขึ้น 1,400 ราย ภายใน 4 ปี ซึ่งการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยผลักดันให้การจัดตั้งสมาคมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันใกล้นี้

         นอกจากนี้ นายสุริยะยังได้หารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (METI) เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย โดยทาง METI ระบุว่าโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเป็นแกนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามเป้าหมาย Thailand 4.0 รวมถึงรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมต่อ 3 สนามบินเข้าด้วยกัน ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมให้ความร่วมมือปรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ (Automation) และระบบหุ่นยนต์ (Robotic)  โดย METI ได้ตอบตกลงเป็นผู้นำนักลงทุนจากญี่ปุ่น เข้ามาศึกษาความพร้อมและโอกาสการลงทุนในประเทศไทยตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น EEC ด้วยตนเองอีกด้วย 

ธุรกิจนิคมฯ เสนอภาครัฐ หนุนลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย 
เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนใน EEC

ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม เสนอภาครัฐสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย เชื่อคุ้มค่ากว่าการลงทุนตั้งโรงงานแยกน้ำจืดจากน้ำเค็มที่มีต้นทุนสูงถึง เท่า หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดปี 2580 ความต้องการใช้น้ำภาคตะวันออกเพิ่มเป็น 5.7 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี          

นายชูชาติ สายถิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยคาดว่าการเกิดขึ้นของ EEC จะทำให้ในปี 2580 ภาคตะวันออกจะมีความต้องการใช้น้ำกว่า 5,700 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 4,100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จำเป็นต้องจัดหาน้ำอีกกว่า 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นการตัดสินใจเข้ามาลงทุนใน EEC 

         ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหา ควรนำโมเดลที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะใช้บริหารจัดการน้ำ คือ การจัดหาบ่อกักเก็บน้ำสำรองและการลงทุนพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียนำกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นิคมฯอมตะ ก้าวข้ามวิฤตภัยแล้ง โดยน้ำดีที่โรงงานนำเข้าไปใช้จะปล่อยออกมาเป็นน้ำทิ้ง 40-50% ของปริมาณน้ำดีที่เข้าไป ซึ่งนิคมฯอมตะได้นำน้ำอีก 40% นี้กลับมาใช้ได้ตลอด หรือเท่ากับลดการใช้น้ำจืด 40% 

         ดังนั้น ภาครัฐควรผลักดันให้นิคมอุตสาหกรรมใน EEC ลงทุนทำระบบบำบัดน้ำเสียให้นำกลับไปใช้ใหม่ให้ได้ 100% เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำภาคอุตสาหกรรม ส่วนโรงงานนอกเขตนิคมฯ มีไม่มาก ภาครัฐมีกำลังเพียงพอเข้าไปช่วยเหลือได้ ซึ่งแนวทางนี้จะคุ้มค่ากว่าการตั้งโรงงานแยกน้ำจืดจากน้ำเค็ม หรือโครงการผันน้ำจากแหล่งน้ำในกัมพูชามาใช้ใน EEC เพราะการสกัดน้ำเค็มเป็นน้ำจืดมีต้นทุนสูงกว่าการบำบัดน้ำเสียนำกลับมาใช้ใหม่ถึง 5 เท่า จากปัจจุบันการบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่มีต้นทุน 15-16 บาทต่อหน่วย แต่การผันน้ำจากกัมพูชามีต้นทุนโลจิสติกส์สูงเพราะต้องสูบน้ำข้ามภูเขา

         ด้าน นายไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคตะวันออกต้องการใช้น้ำรวม 4,167 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้อยู่ใน EEC 2,419 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยภาคการเกษตรใช้น้ำมากที่สุด 3,097 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้เป็นภาคเกษตรใน EEC 1,562 ล้านลูกบาศก์เมตร 

      รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรม 713 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นอุตสาหกรรมใน EEC 606 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามด้วย ภาคอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 356 ล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะใน EEC ใช้อยู่ที่ 251 ล้านลูกบาศก์เมตร และในอนาคต 20 ปีข้างหน้า หรือในปี 2580 ภาคตะวันออกต้องการใช้น้ำ 5,775 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นความต้องการใช้น้ำใน EEC จำนวน 3,089 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นภาคเกษตร 4,231 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นภาคเกษตรใน EEC 1,832 ล้านลูกบาศก์เมตร, ภาคอุตสาหกรรม 1,029 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นภาคอุตสาหกรรมใน EEC ปริมาณ 865 ล้านลูกบาศก์เมตร และภาคอุปโภค บริโภคและการท่องเที่ยว 516 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นการใช้ใน EEC 392 ล้านลูกบาศก์เมตร 

         ทั้งนี้ กรมชลประทานคาดว่าใน 5-10 ปี จะจัดหาน้ำได้เพิ่มขึ้น 354 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ 10 ปีจากนี้ ภาคตะวันออกจะยังไม่ขาดน้ำ และในระยะยาวต้องดูแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ต้องบูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดหาน้ำมีประสิทธิภาพและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน 

ชงเปิดเสรี ธุรกิจ 
ลดอุปสรรค-กระตุ้นการลงทุนรับ EEC  

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมปลดล็อก ธุรกิจ ออกจากบัญชี ท้าย พ...ต่างด้าวฯ อาทิ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุงอากาศยาน และธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ทำให้นักธุรกิจต่างชาติไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คาดดึงเงินลงทุนต่างประเทศเข้าไทยเพิ่มขึ้น          

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาทบทวนประเภทธุรกิจ ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พิจารณาถอดถอน 4 ธุรกิจ ออกจากบัญชีท้ายหรือบัญชี 3 ประกอบด้วย 
         1.ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 1 (ไม่มีโครงข่าย) 
         2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน  (Treasury Center) 
         3.ธุรกิจบริการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่ได้รับใบรับรองหน่วยซ่อมประเภทสอง สำหรับบำรุงรักษาส่วนประกอบสำคัญของอากาศยาน และประเภทสามสำหรับบำรุงรักษาบริภัณฑ์และชิ้นส่วนของอากาศยานตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ 
         4.ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง        

         ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยให้นักลงทุนต่างชาติลดภาระค่าใช้จ่าย ลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนในการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐและการกำกับดูแลของภาครัฐ ทำให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัวในการประกอบธุรกิจในไทย พร้อมทั้งดึงดูดเงินลงทุนทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน ที่สำคัญคือส่งเสริมให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียน         

         "ทั้ง 4 ธุรกิจ เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม และคนไทยมีความพร้อมแข่งขันการประกอบธุรกิจกับคนต่างชาติ การเปิดเสรีในธุรกิจดังกล่าวยังจะดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งศูนย์การพัฒนาและซ่อมบำรุงในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจบริการซ่อมบำรุงอากาศยาน และธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลหวังให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต" 

‘TCEB’ ผนึก สถาบันการศึกษา
ปั้นบุคลากร ‘MICE’ มืออาชีพป้อน EEC  

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชนหรือ TCEB จับมือ สถาบันการศึกษาและคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) จัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์รองรับการพัฒนา EEC และธุรกิจไมซ์ที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยมหาศาล เฉลี่ยกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

         นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชนหรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 8 แห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไมซ์ภาคการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ในภาคตะวันออก (Eastern MICE Academic Cluster) 

         นอกจากนี้ ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างทีเส็บ กับคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเป็นศูนย์กลางคณะทำงานด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ในเขต EEC โดยคาดว่าจะสร้างบุคลากรไมซ์ที่มีคุณภาพให้กับภาคตะวันออก ภายในปี 2563 ไม่ต่ำกว่า 5,000 คนต่อปี สามารถรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจไมซ์ และความต้องการบุคลากรของผู้ประกอบการไมซ์ในพื้นที่ EEC ได้ชัดเจนมากขึ้น 

         ด้าน นายอภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC)  ประมาณการความต้องการบุคลากรในเขต EEC ในปี 2562 - 2566  ว่า มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 475,668 อัตรา โดยเฉพาะความต้องการด้านการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและไมซ์ มีจำนวนถึง 16,920 อัตรา หรือคิดเป็น 4 % ของความต้องการแรงงานในพื้นที่ทั้งหมด  ดังนั้นการลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ จึงถือว่าตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนในด้านนี้ได้อย่างตรงเป้า" 

         สำหรับมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่ง ที่ลงนามความร่วมมือโครงการรนี้ ได้แก่  มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี, วิทยาลัยดุสิตธานี ศูนย์การศึกษาเมืองพัทยา, วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา (วอศ.) และวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ (วทส.)

         ขณะที่ปัจจุบันนี้มีสถาบันการศึกษาทั่วไทย บรรจุหลักสูตรไมซ์ทั้งสิ้น 121 แห่ง และเปิดสาขาวิชาไมซ์แล้ว 22 แห่งทั่วประเทศ มีศักยภาพในการผลิตบุคลากรด้านไมซ์ทั้งในระดับอุดมศึกาาและอาชีวศึกษาเฉลี่ยปีละกว่า 20,000 คน ทั่วประเทศ 

ติดต่อเรา