EEC Hot News Vol.58

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.58
251

EEC Hot News Vol.58

ททท. ปั้นแผนเพิ่มยอดท่องเที่ยวภาคตะวันออก หนุนเชื่อม EEC ดึงรายได้โต 10%
- ดันอุตสาหกรรม
แผนการแพทย์แม่นยำ  “Genomics Thailand” ปักหมุด EEC หวังยกระดับสาธารณสุขไทย
- EEC หนุนอสังหาริมทรัพย์ฉะเชิงเทราโต 5-10%
- นักวิจัยด้านน้ำ ตั้งเป้า
3 ปี ชูงานวิจัยบริหารจัดการ-ลดการใช้น้ำทั่วประเทศ 15%
 

ททท. ปั้นแผนเพิ่มยอดท่องเที่ยวภาคตะวันออก
 หนุนเชื่อม EEC ดึงรายได้โต 10%          

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งวางแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 9 จังหวัดภูมิภาคตะวันออก หวังผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยว เพิ่มรายได้โตไม่น้อยกว่า 10% เสนอเชื่อมโยงจังหวัดท่องเที่ยวหลัก “ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับเมืองรอง “จันทบุรี และตราด” ภายใต้แผนท่องเที่ยวปี 2563         

       นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการ ภูมิภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยเผยการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวใน 9 จังหวัดภูมิภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และสมุทรปราการ ปี 2563 ซึ่งทุกตลาดจะต้องนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวภายใต้ 12 โครงการหลัก เพื่อแก้ปัญหา 3 เรื่อง คือ การสร้างการรับรู้และเพิ่มความถี่ของการเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา โดยเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มองค์กรมากขึ้น กระตุ้นการใช้จ่ายด้วยสินค้ามูลค่าสูงของภูมิภาค และขยายวันพักด้วยกิจกรรมท่องเที่ยว ตั้งเป้าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวภูมิภาคตะวันออกเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน

       ทั้งนี้ เชื่อว่านโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของ EEC จะทำให้การเดินทางสะดวกทั้งทางรถยนต์และเครื่องบิน สามารถเชื่อมเมืองหลัก คือ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กับเมืองรองอย่างจันทบุรี และตราด ได้ง่ายขึ้น และยังขยายตลาดคนไทยทั่วทุกภูมิภาค ขยายฐานตลาดท่องเที่ยวไปยังตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น 

       “ในปี 2560-2561 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวมี 3 ปัญหาหลัก คือ การรับรู้แหล่งท่องเที่ยวเมืองรองต่ำ ท่องเที่ยวเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ และการใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ในระดับต่ำ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวไม่มากราว 5.14% หรือประมาณ 31,854,120 คน ส่วนใหญ่ 58% เป็นนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯและภาคกลาง”

       ด้าน นางวิยะดา ซวง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เสนอให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดตราดจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมเมืองหลัก ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทราซึ่งอยู่ในเขต EEC เข้ากับจันทบุรี และตราด รวมทั้งเชื่อมโยงกับเวียดนาม และกัมพูชา ด้วย เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2561-2562) มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกไปกัมพูชา 190,000 คน แต่นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางเข้ามาไทยเพียง 1 ล้านคน ซึ่งตลาดกัมพูชาชื่นชอบอาหารทะเล รวมถึงผลไม้ของจันทบุรีและตราด โดยในอนาคตจะต้องเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น เกาะช้าง, เกาะกูด, เกาะหมาก และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน รองรับตลาดระดับสูง รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่ง ทั้งทางอากาศ, ทางถนน และทางน้ำ เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว

ดันอุตสาหกรรมแผนการแพทย์แม่นยำ  “Genomics Thailand”
ปักหมุด EEC หวังยกระดับสาธารณสุขไทย                       

เป้าหมายการพัฒนาของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มุ่งก้าวสู่การเป็นมหานครการบิน หรือ HUB Logisticของอาเซียน เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ระดับโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงบริการทางการแพทย์ที่แม่นยำภายใต้แผน Genomics Thailand เพื่อรองรับการยกระดับด้านสาธารณสุขและการรักษาทางการแพทย์ของไทย

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ทำได้หลายมิติ โดยเฉพาะ 2 เรื่องหลัก คือ
       1.การดึงอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกมาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย อย่างด้านสาธารณสุข เช่น การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics) หรือการแพทย์ที่แม่นยำโดยใช้ข้อมูลทางพันธุกรรม เพื่อยกระดับการบริการด้านการรักษา
       2.การพัฒนาให้ประชากรใน EEC มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

       ทั้งนี้ ตามแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) พ.ศ. 2563-2567 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหน่วยงานกลางและมีโครงสร้างองค์กรเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกันขับเคลื่อนแผนจีโนมิกส์ พร้อมกับจัดทำโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ในพื้นที่ EEC เพื่อเปิดให้บริการตรวจทดสอบข้อมูลพันธุกรรมคนไทยทั้งประเทศ โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับสูง และทำให้เกิดการสร้างงานเพิ่มสำหรับคนไทย
 

      

 


       "ถ้าทำสำเร็จจากต้นทุนหลักล้าน ก็จะลดลงเหลือเพียงหลักแสน โดยจะเริ่มทำที่มหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งงบงบเร่ิมต้นสำหรับตั้งศูนย์การแพทย์จีโนมิกส์ไว้ที่ 150 ล้านบาท ถ้าเริ่มต้นได้ก็จะเป็นหนึ่งในความเชื่อมั่นทางสาธารณสุขที่จะเพิ่มให้กับคนในพื้นที่ EEC”

       นอกจากนี้ มีการประมาณการจำนวนประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC คือ ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา ในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นรวมกว่า 6 ล้านคน จึงต้องเตรียมความพร้อมการบริการและยกระดับการบริการสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นเร่งด่วนในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี จำนวน 14 โครงการ ภายใต้หลักการ 3 ด้าน ได้แก่
       1. ด้านเครือข่ายเดียว ระบบเดียว  โดยจัดระบบข้อมูลประจาตัวของประชากรทุกประเภทใน EEC ให้ใช้ได้กับหน่วยบริการทั้งรัฐและเอกชน กำหนดความจำเป็นและความต้องการในการบริการแต่ละประเภทให้ชัดเจน

       2. ด้านการส่งเสริมให้หน่วยบริการรัฐมีความสามารถทางธุรกิจที่ไม่แสวงกำไร โดยสนับสนุนการลงทุนหรือร่วมลงทุนกับเอกชน การให้บริการที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มเป้าหมายใน EEC ทั้งผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม
       3. ด้านการทำงานเป็นเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและภาครัฐอื่น ๆ รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน โดยแบ่งหน้าที่และพื้นที่ดำเนินการให้ชัดเจน ตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบที่จำเป็นเพื่อใช้ในพื้นที่ EEC ก่อนขยายไปทั่วประเทศ 

EEC หนุนอสังหาริมทรัพย์ฉะเชิงเทราโต 5-10%

ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มั่นใจการพัฒนาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หนุนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดฉะเชิงเทรา เติบโต 5-10% จากการพัฒนาโครงการซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
 

        นายสืบวงษ์ สุขะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ "บ้านมารวย" กล่าวว่า สถานการณ์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5-10%เนื่องจากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเป็นจังหวัดที่มีโครงการที่อยู่อาศัยติดอันดับขายที่ดีสุด

         มีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 66 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีโครงการอยู่ระหว่างขายเพียง 51 โครงการ โดยใน 66 โครงการ มีจำนวน 14,310 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 40,784 ล้านบาท มีหน่วยเหลือขายในตลาด 5,107 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 13,729 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 63 โครงการ มูลค่า 39,476 ล้านบาท อาคารชุด 3 โครงการ มูลค่า 361 ล้านบาท


         จากการสำรวจของบริษัทฯ พบว่า ในปีนี้มีบริษัทรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประมาณ 3-4 ราย กำลังเดินหน้าการเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ อาทิ พฤกษาเรียลเอสเตท, เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น และล่าสุดคือ แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (โกลเด้นแลนด์) และที่กำลังจะเข้ามาพัฒนาโครงการในเร็ว ๆ นี้ คือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นี่ EEC คึกคัก และยังมีการแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง

       

นักวิจัยด้านน้ำ ตั้งเป้า 3 ปี
ชูงานวิจัยบริหารจัดการ-ลดการใช้น้ำทั่วประเทศ 15%

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยสำนักประสานงานวิจัยการจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ จัดการประชุมคณะนักวิจัยภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านการบริหารงานจัดการน้ำ เพื่อขับเคลื่อนเชื่อมโยงและพัฒนางานวิจัยกว่า 25 โครงการ สู่การบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือ การใช้งานวิจัยมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดการใช้น้ำลงให้ได้ 15% ของความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 

       งานนี้มีนักวิจัยด้านน้ำเข้าร่วมประชุมกว่า 50 คน แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 กลุ่มแผนงาน ได้แก่ แผนงานวิจัยกลุ่มที่ 1 พัฒนาการวางแผนน้ำในพื้นที่ EEC และมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก กลุ่มที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน เพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสม และกลุ่มที่ 3 พัฒนาเทคโนโลยีและสนับสนุนด้านพฤติกรรมผู้ใช้น้ำ โครงการระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อการวางแผนงานการบริหารจัดการน้ำ

      รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงค์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมแผนงานการบริหารงานจัดการน้ำ กล่าวว่า แต่ละโครงการที่มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันครั้งนี้ เพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกันคือ ลดค่าเฉลี่ยการใช้น้ำลง 15% และเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น 85% โดยคาดหวังว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังสิ้นสุดโครงการ จะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาแผนงานวิจัยทั้ง 25 โครงการ ไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเกษตร, กรมชลประทาน, โรงงานอุตสาหกรรม, นักวิชาการรวมถึงวิศวกร และประชาชนทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองในอนาคต  

     ขณะที่ รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน หัวหน้าโครงการแผนงานวิจัยกลุ่มที่ 1 พัฒนาการวางแผนน้ำในพื้นที่ EEC กล่าวว่า แผนงานวิจัยชุดนี้เน้นเรื่องการประหยัดน้ำ และการประเมินความต้องการน้ำในอนาคตของกลุ่มพื้นที่ EEC โดยในปีแรกจะเน้นการค้นหาข้อมูลความต้องการการใช้น้ำของทุกภาคส่วนในพื้นที่ EEC เพิ่ม ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตร และชุมชนเมือง โดยฉพาะความต้องการใช้น้ำในภาคการเกษตร เนื่องจากช่วงปี 2558 เป็นต้นมา พบว่าเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก ทำให้มีการใช้น้ำสูงสุดถึง 52 เท่าจากปกติ หลังได้ข้อมูลความต้องการใช้น้ำครบทุกภาคส่วน ในปีที่ 2 จะเลือกพื้นที่เพื่อทำการทดลองและขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ในเขต EEC และนำไปสู่การจัดทำมาตรการลดการใช้น้ำอย่างเต็มรูปแบบในปีที่ 3 ตามเป้าหมาย         

     ด้าน รศ.ดร.ภานุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการแผนงานวิจัยที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน กล่าวว่า หากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมวางแผนอนาคตน้ำร่วมกัน จำเป็นต้องทำให้ประชาชนมีความสุขกับการดำเนินชีวิต และเข้าใจรูปแบบวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดที่ถูกต้อง ด้วยการจัดทำแผนงานวิจัยที่มุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้น้ำของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนประหยัดน้ำและใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ด้วยการใช้เครื่องมือติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ให้น้ำตามความเป็นจริง

      ส่วน รศ.ดร.ทวนทัน กิจไพศาลสกุล ตัวแทนจากแผนงานวิจัยกลุ่มที่ 3 พัฒนาเทคโนโลยีและสนับสนุนด้านพฤติกรรมด้านน้ำ กล่าวว่า จะเน้นการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำให้บรรลุเป้าหมาย คือ ลดการสูญเสียน้ำลง 15% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ 85% ภายใต้ 13 โครงการวิจัย อาทิ การติดตั้งเครื่องมือวัดข้อมูลแบบตามเวลาจริง ช่วยในการบริหารจัดการน้ำของผู้ใช้น้ำเป็นปัจจุบันที่สุด รวมทั้งติดตั้งเครื่องมือเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดข้อมูลน้ำตามพื้นที่ต่าง ๆ การวัดความชื้นในดิน ลม แสงแดด ปริมาณน้ำฝน และน้ำท่า เพื่อนำมาคำนวณความต้องการใช้น้ำที่ถูกต้อง เชื่อว่าในอนาคตจะสามารถช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Machine Learning หรือระบบ Artificial Intelligence (AI) เพื่อหาวิธีการในการบริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมที่สุด

 

ติดต่อเรา