EEC Hot News Vol.65

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.65
384

EEC Hot News Vol.65

-  ยอดขอลงทุนตั้งโรงงานในไทยพุ่ง 11 เดือน 4.45 แสนล้าน สร้างงานใหม่ 1.78 แสนตำแหน่ง
 นักธุรกิจฮ่องกงปลื้ม สนใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-ดิจิทัล
 รถไฟทางคู่สายตะวันออก เชื่อมขนส่งทางรางสู่ 3 ท่าเรือ ยกระดับโครงข่ายโลจิสติกส์ใน EEC
depa ภาคตะวันออก มุ่งขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา สู่เมืองอัจฉริยะ

ยอดขอลงทุนตั้งโรงงานในไทยพุ่ง
11 เดือน 4.45 แสนล้าน สร้างงานใหม่ 1.78 แสนตำแหน่ง

กระทรวงอุตสาหกรรม เผย 5 อุตสาหกรรมแนวโน้มสดใส ต้องการแรงงานใหม่สูง ทั้งกลุ่มอาหาร พลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์โลหะ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ชี้นักลงทุนเชื่อมั่นประเทศไทย และนโยบายส่งเสริมการลงทุน หลังพบตัวเลข 11 เดือน มูลค่าลงทุนขอตั้งโรงงานและขยายกิจการ เติบโต 37.94% คิดเป็นมูลค่า 445,025 ล้านบาท มีความต้องการแรงงานกว่า 1.78 แสนคน 

     นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 21 พฤศจิกายน 2562 มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการและขยายกิจการรวม 3,950 แห่ง มีการจ้างงานใหม่ 178,733 คน และมูลค่าลงทุนรวม 445,025 ล้านบาท

       โดยอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสูงสุด ประกอบด้วย
       1. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร 490 โรงงาน มีการจ้างงานใหม่ 33,971 คน มูลค่าการลงทุน 52,033 ล้านบาท
       2. กลุ่มพลาสติก 425 โรงงาน จ้างงานใหม่ 15,735 คน วงเงินลงทุน 23,351 ล้านบาท
       3. กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 340 โรงงาน จ้างงานใหม่ 15,015 คน วงเงินลงทุน 27,547 ล้านบาท
       4. กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 327 โรงงาน จ้างงานใหม่ 10,339 คน วงเงินลงทุน  87,631 ล้านบาท
       5. กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า 92 โรงงาน จ้างงานใหม่ 19,819 คน วงเงินลงทุน 30,322 ล้านบาท

       ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนที่สูงถึง 445,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นประเทศไทย และเชื่อมั่นนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในด้านต่าง ๆ รวมถึงโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงจะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ตอบโจทย์การส่งเสริมของรัฐบาล 

       ส่วนการจ้างงานใหม่ที่เพิ่ม 178,733 คน เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการใหม่ 2,975 โรงงาน มีการจ้างแรงงานใหม่ 87,748 คน และโรงงานเดิมที่ขยายกิจการอีก 90,985 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโรงงานขอปิดกิจการที่มีจำนวน 1,480 โรงงาน และการเลิกจ้างงานที่มีกว่า 37,263 คน หรือความต้องการแรงงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าแรงงานที่ถูกเลิกจ้างถึง 141,470 คน

       “จากข้อมูลตัวเลขสถานการณ์เปิดโรงงานใหม่ การปิดกิจการ และการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของ กรอ. ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการลงทุนที่เป็นไปในทิศทางที่สูงขึ้น จากจำนวนการเปิดโรงงานใหม่ที่มีมากกว่าการปิดกิจการโรงงานสูงถึง 101% และเงินลงทุนในปี 2562 ที่มากกว่าปีก่อนถึง 37.94%” นางสาวสุชาดา กล่าว

       อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบัน พบว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก, การส่งออกลดลงต่อเนื่อง, การบริโภคในประเทศเริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 62 และผลกระทบจากเงินบาที่แข็งค่า จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่เร่งด่วนทั้งระยะสั้นและระยะกลาง โดยระยะสั้นเร่งด่วน 4 ด้าน คือ ภาครัฐต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ, กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศสำหรับโครงการภาครัฐ, เสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ, ดูแลสถานการณ์ค่าเงินเพื่อให้สินค้าและบริการของไทยแข่งขันในตลาดโลกได้

       ส่วนมาตรการระยะกลางมี 6 ด้าน ประกอบด้วย
       1.เร่งผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ (S-Curve)
       2.เร่งส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพ เช่น Bio Economy และ Circular Economy เป็นต้น        3.ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติในการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถ
       4.พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และบรรเทาการว่างงาน
       5.มาตรการจูงใจให้ผู้ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนเริ่มลงทุนจริง ในปี 2563
       6.ผู้ประกอบการปรับตัวโดยการเพิ่มผลิตภาพ ลดค่าใช้จ่าย และควรพิจารณาเพิ่มการลงทุนในกรณีที่มีสภาพคล่อง 


นักธุรกิจฮ่องกงปลื้ม สนใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-ดิจิทัล

ภาครัฐยังคงเดินหน้าเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่และทันสมัย ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้อนรับคณะนักธุรกิจฮ่องกงกว่า 70 คน เดินทางเยือนไทย เพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการผลิต ดิจิทัล และบริการมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมร่วมมือผู้ประกอบการไทย และสตาร์ทอัพ ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เผย 9 เดือน ฮ่องกงยื่นคำขอลงทุนไทย ร่วม 9,000 ล้านบาท

     นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมให้การต้อนรับคณะนักธุรกิจฮ่องกง ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุน พร้อมบรรยายหัวข้อ “Thailand Plus Opportunities for Hong Kong Investors” มีนักธุรกิจจากฮ่องกงกว่า 50 ราย ที่สนใจและมองหาโอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ ในประเทศไทย เข้าร่วมฟังการบรรยาย

       นางสาวดวงใจ กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) และอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งอาเซียน โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีศักยภาพและความพร้อมรองรับการลงทุนของนักลงทุนฮ่องกงที่ต้องการขยายฐานการผลิตในภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นประตูสู่ CLMV

       งานนี้จัดโดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ซึ่งนำคณะนักธุรกิจฮ่องกง เดินทางมาเพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนในไทย รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ภายหลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เดินทางเยือนมณฑลกวางตุ้ง และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อชักชวนนักธุรกิจฮ่องกงให้มาลงทุนในประเทศไทย เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

 

       นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ฮ่องกง (Hong Kong Software Industry Association) ยังได้นำนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและซอฟต์แวร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพจากฮ่องกง จำนวน 25 ราย เดินทางมา BOI เพื่อรับฟังนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย โดยเฉพาะระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ โดยสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ฮ่องกงได้แสดงเจตจำนงที่จะร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต

       สำหรับการลงทุนของฮ่องกงในไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2558 มีจำนวนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียง 26 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3,796 ล้านบาท เพิ่มเป็น 42 โครงการ มูลค่า 18,817 ล้านบาท ในปี 2561 ขณะที่ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2562  มีโครงการของฮ่องกงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 44 โครงการ มูลค่ารวม 8,937 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกิจการด้านบริการ เช่น กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ กิจการด้านโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมเบา 

รถไฟทางคู่สายตะวันออก เชื่อมขนส่งทางรางสู่ 3 ท่าเรือ
ยกระดับโครงข่ายโลจิสติกส์ใน EEC

รฟท. ระดมความเห็นรถไฟทางคู่สายตะวันออก เชื่อมขนส่งทางรางสู่ 3 ท่าเรือ ยกระดับโครงข่ายโลจิสติกส์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 5.9 ล้านคนต่อปี และปริมาณการขนส่งสินค้า 250 ล้านตันต่อปี ในปี 2598 หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

     นางแสงเพ็ญ วิวัฒน์พนชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางกะปิ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อสรุปผลการออกแบบรายละเอียดโครงการงานศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟ ช่วงหัวหมาก- ฉะเชิงเทรา-ศีรีราชา และโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 

       ด้าน นายสมเกียรติ เตรียมแจ้งอรุณ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา และรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด มีระยะทางรวม 202 กิโลเมตร จำนวน 18 สถานี ผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่อุตสาหกรรมหลักกับ 3 ท่าเรือ คือ ท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและกระจายสินค้าไปยังทุกภูมิภาคอาเซียน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังมาบตาพุดประมาณ 2 ชั่วโมง คาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 2.3 ล้านคนต่อปี ในปีที่เปิดให้บริการ และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.9 ล้านคนต่อปี ในปี 2598 ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้า 83 ล้านตันต่อปี และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 250 ล้านตันต่อปี ในปี 2598

       “การพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในพื้นที่ EEC รองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าจากทั่วประเทศ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดรายได้แก่ประชาชน ช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโต และส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคและของอาเซียน นอกจากนี้ รฟท.ยังให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทุกขั้นตอนของโครงการ เพราะถือว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินไปได้เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความต้องการของประชาชน ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง" นายสมเกียรติ กล่าว

         ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโครงการเพื่อลดผลกระทบ ทั้งต่อการดำเนินชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นโครงการด้าน ๆ ต่าง อาทิ การแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟด้วยการสร้างสะพาน และทางลอดเพื่อความปลอดภัยการเดินทางและขนส่งทางรถไฟ การลดผลกระทบด้านการจราจร การก่อสร้างรั้วตลอดแนวเส้นทางป้องกันไม่ให้ประชาชนและสัตว์เลี้ยงได้รับอันตรายจากการถูกรถไฟชนหรือถูกรถไฟดูด การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการป้องกัน เช่น การควบคุมน้ำท่วม และการระบายน้ำ เป็นต้น การควบคุมคุณภาพอากาศ ด้านคุณภาพเสียง โดยการติดตั้งกำแพงกันเสียงทั้งประเภทชั่วคราวและถาวรในพื้นที่ก่อสร้าง รวมทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง อุบัติเหตุ และความปลอดภัย

         ดังนั้นหากโครงการนี้แล้วเสร็จนอกจากจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดหน้าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีีกด้วย

depa ภาคตะวันออก มุ่งขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา สู่เมืองอัจฉริยะ

นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ และผู้จัดการสาขาภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ โดยมีนายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนงานราชการต่าง ๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

         โดยนอกจากนายพรชัยจะแนะนำภารกิจของดีป้า ยังได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์ของเมืองอัจฉริยะ ทั้ง 7 ด้าน โดยในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจังหวัดฉะเชิงเทรา ดีป้า ได้นำร่องโครงการเกษตรอัจฉริยะ ให้เป็นการเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ผลผลิตได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ทรัพยากรที่ประหยัดในหลายพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

         ขณะเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังได้รับทราบถึงปัญหาในพื้นที่ พร้อมกล่าวว่าการเป็นเมืองอัจฉริยะ เป้าหมาย คือ ประชาชนต้องมีความสุข ซึ่งความสุขของแต่ละชุมชนนั้นแตกต่างกัน ต้องหาจุดสมดุลของแต่ละพื้นที่ และพัฒนาจังหวัดให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยพบปัญหา 3 ด้านหลัก คือ ปัญหาช้างป้าในเขาอ่างฤาใน , ฉะเชิงเทราเป็นแหล่งทิ้งขยะของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีทั้งสารเคมีอันตรายและขยะอุตสาหกรรม และเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนัก สารเคมี ตลอดจนของเสียของอุตสาหกรรมไหลลงแม่น้ำบางปะกง

         ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้กล่าวยินดีที่ depaเข้ามาช่วยขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยเริ่มปฏิบัติเข้าสู่การเป็นรูปธรรมลำดับแรก คือ depaได้เข้าร่วมในการทำแผนพัฒนาจังหวัดปีงบประมาณ 2564 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมมือกันขับเคลื่อน พร้อมแก้ปัญหาดังกล่าวไปด้วยกัน

       
         ทั้งนี้ "เมืองอัจฉริยะ" หมายถึง เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล หรือนวัตกรรมที่ชาญฉลาด และทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ บริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้ทรัพยากร รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่  โดยฉะเชิงเทรา ถือเป็นหนึ่งในเมืองอัจฉริยะต้นแบบของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดอื่นๆ อีก 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี และระยอง 

ติดต่อเรา