EEC Hot News Vol.68

Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.68
736

EEC Hot News Vol.68

คืบหน้า ‘MRO อู่ตะเภา’ จ่อเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ มี.ค. 63
- กนอ. เผยยอดขายที่ดินนิคมฯ ใน EEC ปี’62 แตะ 1,900 ไร่ 
ย้ำภาคตะวันออกมี ‘น้ำ’ เพียงพอทุกภาคส่วน ชูหลักคิดบริหารจัดการยั่งยืน
depa วางรากฐานแกร่งขับเคลื่อนระบบแพลตฟอร์มบริหารข้อมูล สร้างเมืองอัจฉริยะ

คืบหน้า ‘MRO อู่ตะเภา’
จ่อเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ มี.ค. 63

         โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) มีความคืบหน้า หลังการบินไทยส่งเอกสารคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการฯ ให้แอร์บัสแล้ว คาดเตรียมเปิดยื่นข้อเสนอเดือนมีนาคม 2563

         นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยความคืบหน้าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ซึ่งขณะนี้ การบินไทย ได้ออกเอกสารการคัดเลือกเอกชนฉบับปรับปรุง และได้ส่งให้บริษัท แอร์บัส (Airbus S.A.S) เพื่อให้เอกชนจัดเตรียมและส่งข้อเสนอการร่วมลงทุนในเดือนมีนาคม 2563 ภายหลังคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการฯ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 เห็นชอบเอกสารการคัดเลือกเอกชนฉบับปรับปรุง และมอบหมายให้การบินไทย จัดส่งเอกสารดังกล่าวให้แอร์บัส รวมทั้งเอกชนที่ต้องการร่วมทุนเรียบร้อยแล้ว

         ขั้นตอนต่อไปคือ หากเอกชนรายใดมีข้อสงสัย หรือมีคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ภายในวันที่ 22 มกราคม นี้ ก่อนจะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอภายในวันที่ 6 มีนาคม 2563 หลังจากนั้นจึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรอง และหาข้อสรุปเพื่อนำผลการเจรจา ผลการคัดเลือก และร่างสัญญาร่วมทุน เสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าการเจรจาต่อรองจะได้ข้อยุติภายในเดือนพฤษภาคมนี้

         “การบินไทยจะส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา คาดว่าจะได้รับความเห็นชอบประมาณเดือนมิถุนายน 2563 จากนั้นจะนำเรื่องเสนอผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขอความเห็นชอบจาก กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งน่าจะได้รับความเห็นชอบจาก กพอ. ในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อนำเสนอ ครม. รับทราบในเดือนสิงหาคม คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนระหว่างการบินไทย และเอกชนผู้ร่วมทุน ได้ในเดือนสิงหาคมเช่นกัน” นายสุเมธ กล่าว

         ทั้งนี้ ตามแผนดำเนินโครงการ MRO จะอยู่บนพื้นที่ประมาณ 210 ไร่ แบ่งเป็นระยะแรกในปี 2565 - 2583 ใช้เงินลงทุนราว 6.3 พันล้านบาท การบินไทยลงทุนเอง 2 พันล้านบาท ที่เหลือเป็นการลงทุนของเอกชน เพื่อก่อสร้างโรงซ่อมบำรุงและจัดซื้ออุปกรณ์ จะสามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานได้ประมาณ 80-100 ลำ ตามแผนคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2565 มีเป้าหมายสร้างรายได้ในปีแรกอยู่ที่ 400 - 500 ล้านบาท จากการซ่อมอากาศยาน 10 ลำ และประเมินว่ารายได้ต่อปีจะเติบโตอีกเฉลี่ย 2% และในช่วง 50 ปี จะมีรายได้รวม 2 แสนล้านบาท

กนอ. เผยยอดขายที่ดินนิคมฯ ใน EEC ปี’62 แตะ 1,900 ไร่ 

         การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยยอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปีงบประมาณ 2562 เพิ่มขึ้น 98% แตะ 1,900 ไร่ หลังมีการเซ็นสัญญาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน

         นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมแสดงความสนใจที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 18 โครงการ พื้นที่ราว 35,000 ไร่ หลังมีความเชื่อมั่นการลงทุนจากการประกาศแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 ของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)   

         ส่วนยอดขายหรือเช่าที่ดินนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. ในปีงบประมาณ 2562 มีจำนวน 93 ราย ลดลงจากปีก่อน 13% มีพื้นที่ 2,183 ไร่ สูงกว่าปีก่อน 59% แบ่งเป็นพื้นที่ EEC จำนวน 1,963 ไร่ เพิ่มขึ้น 98% นอกพื้นที่ EEC จำนวน 219 ไร่ ลดลง 43% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักรและอะไหล่ และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์

         ขณะที่ประเทศที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 62 มีผู้ประกอบการลงทุนในนิคมฯ ทั้งหมด 30,527 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 5,512 คน เพิ่มขึ้น 60% และมียอดขายหรือเช่าที่ดินเพิ่มขึ้น 807 ไร่ จาก 1,376 ไร่ เป็น 2,183 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 59%

         ส่วนทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 กนอ. ตั้งเป้าขายหรือเช่าที่ดินในนิคมฯ ของ กนอ. จะขยายตัวจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 5% เพราะมีปัจจัยบวกจากการประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุน และการเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ที่คืบหน้ามากขึ้น ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

         สำหรับกรณีบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ เตรียมปรับขึ้นค่าน้ำ ผู้ว่าการ กนอ. คาดว่าจะทำให้ค่าน้ำสูงขึ้นประมาณ 10-15% แต่ค่าน้ำของไทยยังถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขณะเดียวกันต้นทุนค่าน้ำคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากนัก อย่างไรก็ตาม กนอ. ได้สนับสนุนให้ทุกนิคมฯ ลงทุนเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดีกลับมาใช้ใหม่ ไม่ต่ำกว่า 20% และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นิคมฯ ใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น

 

ย้ำภาคตะวันออกมี ‘น้ำ’ เพียงพอทุกภาคส่วน
ชูหลักคิดบริหารจัดการยั่งยืน 

         มท. 3 หรือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คนที่ 3 มั่นใจภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทุกภาคส่วน หากดำเนินตามหลักคิดการบริหารจัดการน้ำสู่ความยั่งยืน ด้านอีสท์วอเตอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและมีน้ำเพียงพอเพื่ออนาคตและรองรับการพัฒนา EEC 

         นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดระยอง บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ และโครงการสระสำรองน้ำดิบทับมา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของอีสท์วอเตอร์ 

         ด้าน นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารของ อีสท์วอเตอร์ เปิดเผยว่า อีสท์วอเตอร์ ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการรองรับปัญหาภัยแล้ง ได้แก่  

         - บริหารควบคุมการใช้น้ำลูกค้าทุกพื้นที่ลดลง 10% เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เบื้องต้นขอให้เข้าเจรจากับลูกค้าก่อนนำส่งหนังสือควบคุมการใช้น้ำ

         - การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมจากบ่อดินเอกชนเข้ามาเสริมในพื้นที่ชลบุรีและฉะเชิงเทรา

         - โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีสูบน้ำ

         - โครงการเชื่อมท่ออ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ กับเชื่อมท่ออ่างเก็บน้ำประแสร์ - อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล

         - โครงการปรับปรุงสถานีสูบน้ำฉะเชิงเทรา (คลองเขื่อน) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกง

         - โครงการเพิ่มปริมาณการจ่ายน้ำท่อหนองปลาไหล - หนองค้อ

         - โครงการก่อสร้างสระสำรองน้ำดิบทับมา

         - โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

         นอกจากนี้ อีสท์วอเตอร์ ยังได้เสนอหลักปฏิบัติการใช้น้ำรูปแบบใหม่ ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า "URD" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ออกแบบมาเป็นหลักปฏิบัติให้กับทุกภาคส่วนประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน เกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรม ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำ เพื่อช่วยให้ทรัพยากรน้ำเกิดความยั่งยืน และบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตการณ์น้ำในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 3 ส่วน คือ คุ้มค่า, ควบคุม, คาดการณ์ ดังนี้ 

         ส่วนที่ 1 คุ้มค่า โดยใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่าสู่ความยั่งยืน ดึงหลักการ reduce, reuse, recycle เข้ามาช่วย (U)

         ส่วนที่ 2 ควบคุม โดยจัดสรรน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ เพื่อใช้อย่างเพียงพอต่อปริมาณน้ำที่มีการจัดสรรไว้อย่างระมัดระวัง (R)

         ส่วนที่ 3 คาดการณ์ โดยวางแผนใช้น้ำให้พอดีกับพฤติกรรมการใช้น้ำของตนเอง เพื่อไม่ก่อให้เกิดการเสียสมดุลของการใช้น้ำในแต่ละเดือนจนกระทบถึงแหล่งน้ำ (D) เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต และรองรับการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่งความมั่นคงด้านของประเทศ


depa วางรากฐานแกร่ง
ขับเคลื่อนระบบแพลตฟอร์มบริหารข้อมูล สร้างเมืองอัจฉริยะ

         หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การสร้างเมืองอัจฉริยะประสบความสำเร็จได้นั้นคือการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แพลตฟอร์มที่ทันสมัยและได้รับการออกแบบสำหรับเมืองอัจฉริยะโดยเฉพาะ


         นายภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เป็นประธานการประชุมระหว่างกลุ่มผู้แทนจาก บริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และ Japan International Cooperation Agency (JICA) ในการร่วมขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ผ่านโครงการแพลตฟอร์มการบริหารข้อมูล “Data Utilization Platform for Smart City in Thailand” ซึ่งฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) เล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะตามแนวทางของสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทยและเริ่มงานไปแล้วบางส่วน

         ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดเวลา 4.5 เดือน ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน โดยเฉพาะการเตรียมงานและการวิจัยในแง่สังคมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บและนำข้อมูลไปใช้ โดยส่วนที่เหลือของโครงการคือ การวิจัยต่อเนื่อง การทดสอบ และการแสดงผลการใช้งานแพลตฟอร์มฯ ดังกล่าว ซึ่งจะแล้วเสร็จราวปลายเดือนมีนาคม 2563 ขณะที่ ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จะมุ่งประเด็นการวิจัยรวบรวมข้อมูล ออกแบบ และการทดสอบแพลตฟอร์มการบริหารข้อมูลด้านการคมนาคม โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน

         ส่วน depaในฐานะตัวแทนสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเก็บข้อมูล การสนับสนุนด้านการนำไปใช้ในเมืองอัจฉริยะทั้งที่ได้รับการประกาศเขตและเมืองที่กำลังเตรียมแผนการประกาศเขตจาก depa รวมถึงการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลเมือง เพื่อการพัฒนาอย่างตรงจุดและตอบโจทย์ของเมืองให้ได้มากที่สุด

         ทั้งนี้ ตามแนวทางของสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย การสร้างระบบแพลตฟอร์มของเป็น 1 ใน 5กรอบ ‘5 ขั้นตอน’ ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นระบบในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตและวิสัยทัศน์ของเมืองผ่านความต้องการที่แท้จริงของภาคประชาชนรวมไปถึงเอกชนในพื้นที่ แผนโครงการพื้นฐาน การสร้างระบบแพลตฟอร์มของเมืองการมีรูปแบบการบริการจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และการกำหนดเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ใน
‘7 ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ’ ซึ่งประกอบด้วย 1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 3. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 4. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) 5. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 6. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) และ 7. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

         ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพจาก Facebook: depa Thailand

ติดต่อเรา