Home > Pr > News > EEC Hot News Vol.71

EEC Hot News Vol.71

510

EEC Hot News Vol.71

ต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ปี’62 หอบเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท
- การท่าเรือเดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ
- พาณิชย์ เผย ม.ค. 63 ต่างชาติลงทุนไทยกว่า 900 ล้านบาท
-  ตั้งนิคม 'ปิ่นทอง 6' รองรับ EEC บูม

ต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
ปี’62 หอบเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท

       นักลงทุนต่างชาติ เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ปี 2562 และนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอุตสาหกรรมเป้าหมาย หนุนเข้ามาลงทุนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท   

       นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย ปี 2562 มีนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 697 ราย มูลค่าเงินลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการทางวิศวกรรม บริการด้านคอมพิวเตอร์ (การพัฒนาซอฟต์แวร์) และบริการรับจ้างผลิต เป็นต้น

       นอกจากนี้ ประเภทธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้ามาขออนุญาตประกอบธุรกิจมากขึ้นจะเป็นธุรกิจที่มีความทันสมัยและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ Thailand 4.0 และ Digital Economy และเป็นธุรกิจบริการที่ต่อยอดเพื่อยกระดับมูลค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น บริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์ และบริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ โดยผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การออกมาตรการจูงใจเป็นพิเศษสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หรือการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve ดังจะเห็นได้จากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกว่า 500,000 ล้านบาท

       ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับคนไทยอีกกว่า 3,000 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 47,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในปี 2562 ต่างชาติยังคงสนใจเดินหน้าเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดว่าปี 2563 นักลงทุนต่างชาติจะสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลยังให้ความสำคัญและสานต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

การท่าเรือเดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ

       การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หลังศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เชื่อเมื่อเปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ 18 ล้านทีอียูต่อปี ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ

       เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 ที่มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ทำให้คำตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนโครงการดังกล่าว ที่ได้พิจารณาหลักฐานคุณสมบัติ (ซองที่ 1) และพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ (ซองที่ 2) เป็นอันถูกต้องและสามารถดำเนินการต่อไปได้

       ทั้งนี้ การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการรองรับยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พ.ศ. 2558 - 2565 มีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขั้นสูง ด้วยเครือข่ายคมนาคมที่ครบวงจร ด้านระบบการขนส่งอัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ

       โดยท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าเพิ่ม 7 ล้าน ทีอียูต่อปี และเมื่อโครงการฯ เปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณปีละ 18 ล้านทีอียู ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศ (Logistics Cost) เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเป็นประตูการค้าของประเทศในภูมิภาค         

พาณิชย์ เผย ม.ค. 63
ต่างชาติลงทุนไทยกว่า 900 ล้านบาท

       กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยเดือนมกราคม 2563 ต่างชาติได้รับอนุญาตลงทุนไทย ภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย จำนวน 25 ราย เงินลงทุนทรวม 912 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน

       นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ได้อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 25 ราย ประกอบธุรกิจในไทย ส่วนใหญ่เป็นประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเยอรมนี ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 912 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน

       การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการขุดลอกร่องน้ำและแอ่งจอดเรือ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกันสั่นสะเทือนสำหรับรถจักรยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Cargowise เพื่อการจัดการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขึ้นรูป การอบร้อน การพ่นชุบเคลือบสีของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น     

       สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่

       1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 14 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และสก๊อตแลนด์ มีเงินลงทุนจำนวน 678 ล้านบาท อาทิ บริการรับจองระวางเรือหรือระวางเครื่องบินสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลและทางอากาศ , กิจการตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า

       2. ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 4 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินโดนีเซีย เงินลงทุน 35 ล้านบาท อาทิ การค้าปลีกอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต , การค้าส่งชิ้นส่วนของระบบกันสะเทือน (Damper) สำหรับรถจักรยานยนต์

       3. คู่สัญญากับเอกชน จำนวน 2 ราย เป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ และเบลเยี่ยม เงินลงทุน 161 ล้านบาท อาทิ บริการจัดหา ก่อสร้าง และติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการก่อสร้างโรงแรมบริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ

       4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ เงินลงทุน 38 ล้านบาท อาทิ บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางวิศวกรรม บำรุงรักษา ซ่อมแซม รวมทั้งการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์  และบริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง ประเภทไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง เป็นต้น

ตั้งนิคม 'ปิ่นทอง 6' รองรับ EEC บูม

       การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จับมือบริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 6 รองรับเงินลงทุนต่างชาติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท

       นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงการลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (โครงการ 6) บนพื้นที่กว่า 1,300 ไร่ เงินลงทุนรวมกว่า 2,625 ล้านบาท เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังมีนักลงทุนสนใจขยายฐานการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่จัดตั้งนิคมฯ ใหม่ดังกล่าว อยู่ในตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย และตำบลนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนในไทยประมาณ 38,200 ล้านบาท

       นอกจากนี้ นิคมฯ ปิ่นทอง 6 ยังจะเชื่อมโยงนิคมฯ ในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพราะมีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมต่อนิคมฯ อื่น ๆ ได้ อาทิ นิคมฯซีพีจีซี นิคมฯดับบลิวเอชเอระยอง 36 นิคมฯดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 เป็นต้น รวมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เช่น ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่เอื้อต่อการขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าในภาคการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

        ทั้งนี้ โครงการนิคมฯ ปิ่นทอง 6 จะเน้นกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

       นิคมฯ ปิ่นทอง 6 จึงนับเป็นนิคมฯ น้องใหม่ล่าสุดในพื้นที่ EEC ที่มีศักยภาพพร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

 

ติดต่อเรา