กนอ.ประเดิมลงนามร่วมทุนกัลฟ์เอ็มทีพีฯ ลุยก่อสร้างท่าเรือฯมาบตาพุดเฟส 3 ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์แรกอีอีซ

Home > Pr > News > กนอ.ประเดิมลงนามร่วมทุนกัลฟ์เอ็มทีพีฯ ลุยก่อสร้างท่าเรือฯมาบตาพุดเฟส 3 ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์แรกอีอีซ
352

กนอ.ประเดิมลงนามร่วมทุนกัลฟ์เอ็มทีพีฯ ลุยก่อสร้างท่าเรือฯมาบตาพุดเฟส 3 ปักหมุดบิ๊กโปรเจกต์แรกอีอีซ

โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เป็น 1 ใน 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC Project List มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 55,400 ล้านบาท และจะเป็นโครงการแรกที่เริ่มปักหมุดลงทุนในพื้นที่ EEC หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไฟเขียวขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรวมพื้นที่ถมทะเล 1,000 ไร่ เพื่อเดินหน้าโครงการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1

       โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP NET Cost) กับ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สร้างอนาคตประเทศไทย คาดเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2568


เปิดรายละเอียดสัดส่วนการลงทุนและโครงการก่อสร้างต่างๆ

       โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ซึ่ง กนอ. และกัลฟ์ เอ็มทีพีฯ ลงนามสัญญาร่วมทุนกันในครั้งนี้ จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยบริษัทคู่สัญญาที่ได้ลงนามในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ได้ทันที และจะได้สิทธิพัฒนาพื้นที่ท่าเรือ (Superstructure) ประมาณ 200 ไร่ รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ 47,900 ล้านบาท แบ่งเป็น กนอ. ร่วมลงทุนไม่เกิน 12,900 ล้านบาท และเอกชน 35,000 ล้านบาท ได้แก่ การขุดลอกและถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ (แบ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ 550 ไร่ และพื้นที่เก็บกักตะกอน 450 ไร่), การขุดลอกร่องนํ้าและแอ่งกลับเรือ, การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเดินเรือ, ท่าเทียบเรือบริการ และท่าเรือรองรับปริมาณการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 10 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568

       ส่วนโครงการในช่วงที่ 2 จะเป็นการลงทุนพัฒนาก่อสร้างในส่วนท่าเรือ (Superstructure) ซึ่ง กนอ. จะประกาศ TOR เชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูล โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาท่าเทียบเรือสินค้าเหลว รองรับปริมาณขนถ่ายสินค้าเหลวได้ 4 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 และเปิดให้บริการภายในปี 2568 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่หลังท่า จำนวน 150 ไร่ เงินลงทุน 3,200 ล้านบาท เพื่อรองรับธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพราะปัจจุบันการใช้งานท่าเรือมาบตาพุดใกล้เต็มศักยภาพแล้ว จึงต้องขยายเป็นระยะที่ 3 เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซ LNG และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คาดว่าจะรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวได้เพิ่มอีก 14 ล้านตันต่อปี ในอีก 30 ปีข้างหน้า

       สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ที่ดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ในสัดส่วน 70% และอีก 30% ถือหุ้นโดยบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด

         นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงนามดังกล่าวถือเป็นโครงการแรกที่บรรลุความสำเร็จในการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งจะสนับสนุนให้มาบตาพุดเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และคาดหวังว่าจะมีความร่วมมือในโครงการที่สองตามมาคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่จะดำเนินการได้เสร็จก่อนวันที่ 15 ตุลาคมนี้ แต่จะต้องผลักดันโครงการที่เหลือ ได้แก่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้แล้วเสร็จทั้งหมด ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการเริ่มต้นลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย

        “โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะ 3 ช่วงที่ 1 นับเป็น 1 ใน 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักในเขต EEC ซึ่งเป็นโครงการแรกในการเซ็นสัญญาร่วมทุน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 และมั่นใจว่าจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น และทำให้เกิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งแบบไร้รอยต่อของไทยเพื่อเชื่อมสู่ประตูเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMVT”

 

ผนึกกำลังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านปิโตรเคมี-โรงกลั่น-LNG                  

        ด้าน นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า หลังจากนี้ กัลฟ์ฯ จะต้องเตรียมจัดหาแหล่งเงินเพื่อดำเนินการถมทะเลและสร้างท่าเรือ คาดว่าจะกู้เงินจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศสัดส่วน 70% และใช้ทุนหมุนเวียนอีก 30% เพื่อลงทุนถมทะเลราว 12,000 – 13,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือราว 35,900 ล้านบาท เป็นการลงทุนสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) คาดว่าจะทยอยกู้เงินได้ในปี 2563 และจะทยอยนำเข้า LNG จำนวน 5 ล้านตันต่อปี ในระยะ 5 ปีข้างหน้า

        นอกจากนี้ นายสารัชถ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กัลฟ์ และ ปตท. ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมี โรงกลั่น และ LNG ในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าโครงการท่าเทียบเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้แข็งแกร่งมากขึ้น สนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสูง รวมถึงภาพลักษณ์และรายได้ของประเทศ

       ส่วน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ.ปตท. กล่าวว่า ท่าเรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เพราะเป็นประตูการค้าและการลงทุน ซึ่งในระยะที่ 3 เป็นการลงทุนสร้างท่ารับจ่าย LNG เพิ่มอีก 5 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันที่ ปตท. มีท่ารับ LNG อยู่แล้ว 2 แห่ง ที่มาบตาพุดและหนองแฟบ รวม 19 ล้านตันต่อปี แต่อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ก๊าซในอนาคตจึงต้องลงทุนสร้างท่ารับ LNG เพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

       ขณะที่ นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หลังจากนี้ กนอ. และกัลฟ์ เอ็มทีพีฯ จะต้องขอใบอนุญาต จำนวน 3 ใบ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตถมทะเลจากกรมเจ้าท่า 2.ใบอนุญาตนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ 3.ใบอนุญาตกักเก็บและแปรสภาพ LNG จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งจะขอใบอนุญาตถมทะเลก่อน เพื่อขุดลอกลำน้ำเพื่อนำทรายมาถมทะเล คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจึงจะก่อสร้างท่าเทียบเรือ อีกประมาณ 2 ปี รวมระยะเวลาดำเนินการยังอยู่ในกรอบเวลา 5 ปี

       ทั้งนี้ ภายหลังการลงนาม กนอ. จะส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัทคู่สัญญาเข้าสำรวจออกแบบรายละเอียดและก่อสร้างในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามสัญญาร่วมทุนฯ โดยเมื่อส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดดังกล่าว โดยมี 5 ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนจาก กนอ., ผู้แทนจาก สกพอ., ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด, ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนจากบริษัทเอกชนร่วมลงทุน เพื่อเข้ามากำกับดูแลการพัฒนาให้เป็นไปตามสัญญาการร่วมลงทุน ต่อไป

       นอกจากนี้ กนอ. ยังเตรียมยื่นเอกสารต่อกรมเจ้าท่า เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ทั้งในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และส่วนระบบสาธารณูปโภคภายในพื้นที่ท่าเรือฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายการขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินเรือในน่านน้ำไทย อย่างถูกต้อง รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนตามมาตรการที่กำหนดในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ, คุณภาพสิ่งแวดล้อม, สุขภาพ, อนามัย และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบพื้นที่

       ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่หน้าท่า 550 ไร่ และพื้นที่หลังท่า 450 ไร่ ความยาวหน้าท่ารวมกัน 2,229 เมตร

ติดต่อเรา