
จากจุดเริ่มต้น โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ อิสเทอร์ ซีบอร์ด ตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปัจจุบัน ที่ได้มีโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งได้ริเริ่มปี 2561 เป็นต้นมา นับเป็นการสานต่อความสำเร็จการพัฒนาเศรษฐกิจ และต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา แต่การพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องควบคู่ไปกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออกเช่นกัน
จึงเป็นจุดริเริ่มที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ได้ร่วมกับ มูลนิธิเสนาะ อูนากูล มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) และศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี เรื่อง สถานการณ์ภาคตะวันออก พ.ศ. 2567 หัวข้อ “ระบบนิเวศน์ของภาคตะวันออก และการบริหาร จัดการน้ำ” ณ หอประชุมธํารงบัวศรี มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อบูรณาการความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำให้ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคตะวันออก และประเทศไทยโดยรวม
ภารกิจมูลนิธิฯ ประสานข้อเท็จจริงรอบด้าน ติดตามพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก


ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิ เสนาะ อูนากูล กล่าวเปิดการสัมมนา ถึงการต่อยอดแนวคิดพัฒนาอิสเทอร์ซีบอร์ด ของอาจารย์เสนาะ อูนากูล ซึ่งถือเป็นผู้ริเริ่มเมื่อ 42 ปีก่อน จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 5 เรื่อยมาถึงการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ในปัจจุบัน ที่อยู่ในแผนฯ 13 ซึ่งมีความจำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบทบาทของมูลนิธิ เสนาะ อูนากูล จะติดตามการพัฒนาพื้นที่นี้ และใช้ฐานข้อมูลจริง การศึกษาจากงานวิจัย เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียมจากสำนักงาน GISTDA ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่แม่นยำ นำมาวิเคราะห์ในหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง และในงานสัมมนา ได้นำเสนอการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมูลนิธิฯ ได้จัดทำรายงาน เรื่อง State of the Eastern Region เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียงเกี่ยวกับการพัฒนาในพื้นที่ เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์การพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ใช้ความพิเศษ เขตพัฒนาพิเศษอีอีซี เชื่อมต่อการลงทุน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่อีอีซี ในปัจจุบัน ถือเป็นการรับไม้ต่อจากแนวคิดของ อาจารย์เสนาะ อูนากูล ผู้ริเริ่ม อิสเทอร์ซีบอร์ด จาก 40 กว่าปีก่อน และถือว่า อีอีซี เป็น อิสเทอร์ซีบอร์ดในเฟส 2 ที่พร้อมรับไม้ต่อโดยไม่ปล่อยให้หลุดมือ และพร้อมจะเดินหน้าให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิด “การบริหารความพิเศษเพื่อโอกาสของ อีอีซี” ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้แนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้ใช้ข้อมูลเดียวกับแนวคิดการพัฒนาอีอีซี ที่มีกฎหมาย และกลไกในการขับเคลื่อนการลงทุนและการบริหารงานใน สกพอ. ที่มึความพิเศษ เพื่อการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ การพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การบริหารจัดการน้ำ และการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อีอีซี รวมไปถึงการใช้กลไกความพิเศษภายในพื้นที่อีอีซี อาทิ สิทธิประโยชน์ และมาตรการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนที่ สกพอ. พร้อมให้บริการมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2566 – 2570 ที่จะเป็นเหมือนแผนที่ บูรณาการสร้างความร่วมมือระหว่างอีอีซี และทุกภาคส่วนทีเกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เกิดการลงทุนที่เชื่อมโยงไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซีต่อ
“บ้านมาบจันทร์” ต้นแบบจัดการน้ำชุมชน ด้วยพลังชุมชน และเทคโนโลยีดาวเทียม

สำหรับการเสวนาครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอกรณีศึกษาพิเศษ ใน 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ กรณีที่ 1 หน่วยงาน GISTDA ได้พัฒนาระบบ Actionable Intelligence Policy หรือ AIP และได้นำมาทดลองดำเนินการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อีอีซี โดย นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจหลายดวง ข้อมูลจากเซนเซอร์ภาคพื้นดิน และร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในรูปแบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดย AIP ที่พัฒนาขึ้นนั้น จะสามารถระบุถึงปัญหาในพื่นที่ สามารถดูดัชนีการขาดแคลนน้ำได้บนแผนที่ และยังบอกถึงการใช้ในภาคส่วนต่าง ในพื้นที่อีอีซี ตลอดจนคาดการณ์พื้นที่ขาดแคลนน้ำในอนาคต และประเมินผลที่น่าจะเกิดขึ้นจากการทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งสามารถได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำ และเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพ
กรณีที่ 2 โดยนางสาววันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้าน บ้านมาบจันทร์ และนายวิชญ์วิสิฐ ธิราชรัมย์ กิจการเพื่อสังคม SCG Chemical ร่วมกันนำเสนอการจัดการน้ำในระดับท้องถิ่น ที่บ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และพบกับปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ แต่ต่อมาได้มีการบริหารจัดการน้ำชุมชน และได้รับสนับสนุนจาก SCG ในการจัดทำฝายชะลอน้ำแบบผสมผสานที่เขายายดาเพื่อกักเก็บน้ำใต้ดิน และน้ำผิวดิน และร่วมจัดการองค์ความรู้จัดการน้ำด้วยตนเองอย่างยั่งยืน ตามโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ได้แก่ สร้างศักยภาพชุมชน สร้างกติการการใช้น้ำร่วมกัน การเก็บน้ำ หาทางเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และการเก็บข้อมูลเพือวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม จนทำให้วันนี้ บ้านมาบจันทร์ ถือเป็นต้นแบบชุมชนที่อยู่ร่วมกับการรักษาผืนป่า และการรวมพลังของชุมชนที่จัดเก็บน้ำได้อย่างมั่นคง
เสวนาโต๊กลม หาความร่วมมือ “บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก”

ภายในงานสัมมนาครั้งนี้ ได้มีการจัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่องการจัดการน้ำในภาคตะวันออก ซึ่งมีดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ดำเนินการเสนวนา และมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ดร.ดิชพงษ์ ภูมิเกียรติศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาระบบนวัตกรรมนโยบายเชิงพื้นที่ GISTDA นายโอฬาร เวศอุไร ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการลุ่มน้ำ สทนช. และนายสมหวัง หวังวัฒนาพานิช ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ส.อ.ท. ซึ่งได้ร่วมกันเจาะลึก ถึงข้อเสนอหลักจากรายงานการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ภาคตะวันออก พ.ศ. 2565 ดังกล่าว รวมทั้งได้มีการอภิปราย 4 ข้อเสนอหลัก ถึงเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุล มีประสิทธิภาพ และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้น้ำ ด้วยแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก ได้แก่
1) ปรับวิธีคิดของภาครัฐในการจัดการทรัพยากรน้ำ จากที่เน้นการเพิ่มปริมาณน้ำอย่างต่อเนื่องไปสู่การพัฒนาระบบ ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการ ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานของน้ำ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรและใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า รวมถึงการลงทุนในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยคำนึงถึงความคุ้มทุน โดยผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
2) เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งของท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยพัฒนาบุคลากรและเพิ่มทักษะความรู้ให้แก่บุคลากรในองค์กรทุกระดับ รวมถึงผู้นำชุมชน พัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและการเรียนรู้ขององค์กรผู้ใช้น้ำ สร้างความรู้สึกหวงแหนและการเป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำ
3) พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่า Integrated Area-based Water Resource Management (IWRM) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ควรเป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยอาจดำเนินการในลักษณะทดลองนวัตกรรมการจัดการน้ำในลุ่มน้ำ ที่มีปัญหาพิเศษเฉพาะพื้นที่ (Sandbox ภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำใน EEC สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร
4) เตรียมแผนรองรับ ป้องกัน และลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเผชิญกับภัยภูมิอากาศในเขตพื้นที่ EEC รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย โดยสร้างสิ่งแวดล้อมเชิงนิเวศสำหรับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมพลังงานทดแทนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงส่งเสริมการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในช่วงอภิปรายได้มีการต่อยอดข้อเสนอหลัก 4 ข้อโดยเริ่มต้นจากสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ซึ่งจะมีความท้าทายเป็นพิเศษเพราะปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างในพื้นที่ภาคตะวันออกจะแกว่งมากปีต่อปี การพยากรณ์ผ่านระบบ AIP ของ GISTDA แสดงแนวโน้มว่าอุปสงค์น้ำจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะมากกว่าอุปทานน้ำถึง 5 เท่าในช่วงหน้าแล้งภายใต้สมมติฐานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ RCP 4.5 ในอีก 15 ปีข้างหน้า
เพื่อรับมือกับความต้องการน้ำในพื้นที่ ปัจจันมีการบริหารจัดการน้ำในลักษณะโครงข่ายน้ำ และมีการทำแผนแม่บทน้ำ การอภิปรายเน้นความสำคัญของการจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และครัวเรือน ซึ่งจะต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรที่เกี่ยวข้องและปรัปรุงกระบวนจัดทำแผนและงบประมาณให้สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
การอภิปรายเน้นย้ำความสำคัญของการลดปริมาณการใช้น้ำในทุกภาคส่วน โดยใช้หลักการ 3R (reduce reuse recycle) และให้ความสำคัญกับ demand side management เป็นพิเศษ ด้วยกลไกต่าง ๆ รวมทั้งการเก็บค่าน้ำ อีกทั้ง ยังต้องมองถึงผลกระทบในพื้นที่อื่น เช่นลุ่มน้ำเจ้าพระยาหรือวังโตนด ซึ่งจะต้องส่งน้ำให้จังหวัดใน EEC ด้วย
