ข่าวประชาสัมพันธ์

EEC Hot News Vol.69

โรงงานภาคตะวันออกพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมลดใช้น้ำ 10% นาน 6 เดือน
– 
ชู “ระยอง” แหล่งสำรองหินใหม่ 3 หมื่นล้านตัน รองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน EEC
เชื่อ “สงครามการค้า” หนุน “จีน” แห่ย้ายฐานลงทุนไทยต่อเนื่อง
– BOI
ชูแพ็กเกจใหม่ใน EEC จูงใจนักลงทุนเกาหลีขยายลงทุนเพิ่ม  

โรงงานภาคตะวันออกพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพเตรียมลดใช้น้ำ 10% นาน 6 เดือน 

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมความพร้อมโรงงานภาคตะวันออก รับมือปัญหาภัยแล้งด้วยการประหยัดน้ำลง 10% เป็นเวลา 6 เดือน ชงรัฐดำเนิน 2 โครงการ จัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ รองรับการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม หวั่นแล้งจัดสร้างความเสียหายหนัก

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 ว่า  ส.อ.ท. ได้แจ้งไปยังภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ EEC ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยลดการใช้น้ำลงให้ได้ 10% ภายในช่วง 6 เดือนนี้ พร้อมดำเนินนโยบาย 3R เพื่อการประหยัดน้ำและนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้หมุนเวียนให้ได้มากที่สุด

ด้าน นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งก่อนเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ระยะ 3 เดือน โดยมี 2 โครงการ คือ สูบน้ำจากคลองสะพานเพื่อเก็บในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ทำให้จะมีน้ำใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มอีกประมาณ 40-50 ล้านลูกบาศก์เมตร และโครงการสูบน้ำจากแม่น้ำประแจ จังหวัดจันทบุรี ที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในภาคตะวันออกเข้ามาเติมในอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่และหนองประไหล เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งให้โรงงานเตรียมกักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนฤดูร้อน เนื่องจากฝนที่ตกในช่วงนี้จะไม่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ แต่อุตสาหกรรมสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ได้ รวมทั้งการประหยัดน้ำด้านอื่น ๆ เช่น การลดซักซ้อมดับเพลิง การซ่อมบำรุงโรงงาน เป็นต้น

ชู “ระยอง” แหล่งสำรองหินใหม่ 3 หมื่นล้านตันรองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน EEC

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เตรียมแหล่งหินปริมาณ 30,000 ล้านตัน ในจังหวัดระยอง หลังประเมินความต้องการใช้หินในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และงานก่อสร้างอื่น ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ระบุ กพร. ได้เตรียมแหล่งหินใหม่ไว้รองรับความต้องการใช้หินเพื่องานก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการ EEC ไว้จำนวน 3 หมื่นล้านตัน โดยเป็นแหล่งหินในจังหวัดระยอง ได้แก่ แหล่งหินใกล้สนามบินอู่ตะเภา และอีก 2 แหล่งใกล้เคียงกัน สามารถรองรับความต้องการแร่หินก่อสร้างไปจนถึงปี 2565 และรองรับความต้องการแร่หินในอนาคต

ปัจจุบัน เหมืองหินก่อสร้างในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีปริมาณสำรองหินประมาณ 500 ล้านตัน เพียงพอกับความต้องการในภาวะปกติ แต่เมื่อมีการพัฒนา EEC โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 รวมถึงโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ จะทำให้ความต้องการใช้หินในงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ล้านตัน ทำให้แหล่งผลิตปัจจุบันอาจมีผลผลิตไม่เพียงพอ

เชื่อ “สงครามการค้า” หนุน “จีน” แห่ย้ายฐานลงทุนไทยต่อเนื่อง  

จากสภาวะสงครามการค้าสหรัฐฯและจีนยืดเยื้อ หนุนนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ ขยายฐานการลงทุนสู่นิคมอุตสาหกรรมของไทยต่อเนื่อง ด้านผลสำรวจชี้ชัดนักลงทุนจีนย้ายฐานลงทุนไทยมีมูลค่าอันดับ 4 ของอาเซียน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2563 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประเมินปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะยังคงยืดเยื้อ แต่ยังมีผลดีคือทำให้นิคมอุตสาหกรรมมีการเติบโตจากการขายที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการย้ายฐานผลิตมาออกประเทศของนักลงทุนจีน ขณะที่ไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จึงคาดว่าในปี 2563 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง อาทิ โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยูทินีตี้

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะมีโอกาสขยายตัวอย่างมาก สะท้อนตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ เป็นจำนวนมากจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการขอให้เตรียมนิคมฯ เพื่อรองรับการลงทุน จึงมองว่ารูปแบบการจัดตั้งนิคมฯ ในอนาคตจะเน้นเป็นกลุ่มประเทศมากกว่ารูปแบบอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยนักลงทุนจีนจะยังเป็นกลุ่มที่ขยายฐานลงทุนมาไทยต่อเนื่อง เห็นได้จากนิคมฯ WHA ที่มีจำนวนนักลงทุนจีนแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้วในปี 2561-2562 และปีนี้จะยังคงเติบโตได้ดี

สำหรับผลสำรวจของ Business World เรื่องปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศอันเนื่องมาจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ พบว่าในปี 2561 มีเงินทุนเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขยายฐานมาไทยเป็นอันดับ 4 รองจากเวียดนาม ไต้หวัน เม็กซิโก , กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค มาไทยเป็นอันดับ 3 รองจากเวียดนาม ไต้หวัน ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ย้ายมาไทยเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบเป็นจำนวนโรงงานที่จีนเข้ามาลงทุนในไทย พบว่าอยู่อันดับ 2 จำนวน 8 โรง รองจากเวียดนาม อันดับ 1 จำนวน 26 โรง ส่วนอันดับคือ 3 กัมพูชา 4 โรง , อันดับ 4 มาเลเซีย 3 โรง และอันดับ 5 อินโดนีเซีย 2 โรง

ทั้งนี้ นางสาวจรีพร แนะภาครัฐต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 และผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในEEC ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและภาคเอกชน รวมทั้งเร่งขยายเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าและสนับสนุนการส่งออกของไทย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

BOI ชูแพ็กเกจใหม่ใน EEC จูงใจนักลงทุนเกาหลีขยายลงทุนเพิ่ม  

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมนำเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชุดใหม่ให้แก่นักลงทุนเกาหลีที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 200 ราย พร้อมชี้โอกาสขยายการลงทุนและแจงความคืบหน้า EECและกฎระเบียบภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านแรงงานและศุลกากร  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยว่า ในวันที่ 22 มกราคมนี้ BOI ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KOTRA) และหอการค้าเกาหลี-ไทย (KTCC) จัดสัมมนาการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเกาหลีในประเทศไทย ณ โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อนำเสนอโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ และสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด BOI เมื่อปลายปี 2562

พร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมศุลกากร กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำเสนอความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ EEC และกฎระเบียบภาครัฐที่ผู้ประกอบการเกาหลีควรทราบ เช่น กฎระเบียบและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของต่างชาติผ่านระบบ Single Window กฎหมายแรงงาน พิธีการศุลกากรในการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ และการส่งออกสินค้า เป็นต้น รวมทั้งเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเฉพาะราย คาดว่าจะมีผู้บริหารจากบริษัทเกาหลีที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก และสมาชิกหอการค้าเกาหลีเข้าร่วมกว่า 200 ราย

“การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นกิจกรรมใหญ่ต่อเนื่องจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน และคณะนักธุรกิจเกาหลีกว่า 100 บริษัท เมื่อเดือนกันยายน 2562 และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562ที่ผ่านมา ซึ่งหวังว่าจะสร้างความรู้ ความเข้าใจในกฎระเบียบและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และตอกย้ำความเชื่อมั่นและการตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 – 2562) มีโครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ยื่นขอรับการส่งเสริม จำนวน 140 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 19,840 ล้านบาท โดย 77% เป็นการลงทุนในพื้นที่ EEC 3 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร และดิจิทัล

 

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.