–โรงงานภาคตะวันออกพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมลดใช้น้ำ 10% นาน 6 เดือน
– ชู “ระยอง” แหล่งสำรองหินใหม่ 3 หมื่นล้านตัน รองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน EEC
– เชื่อ “สงครามการค้า” หนุน “จีน” แห่ย้ายฐานลงทุนไทยต่อเนื่อง
– BOI ชูแพ็กเกจใหม่ใน EEC จูงใจนักลงทุนเกาหลีขยายลงทุนเพิ่ม

โรงงานภาคตะวันออกพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างมีประสิทธิภาพเตรียมลดใช้น้ำ 10% นาน 6 เดือน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมความพร้อมโรงงานภาคตะวันออก รับมือปัญหาภัยแล้งด้วยการประหยัดน้ำลง 10% เป็นเวลา 6 เดือน ชงรัฐดำเนิน 2 โครงการ จัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ รองรับการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม หวั่นแล้งจัดสร้างความเสียหายหนัก
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 ว่า ส.อ.ท. ได้แจ้งไปยังภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ EEC ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยลดการใช้น้ำลงให้ได้ 10% ภายในช่วง 6 เดือนนี้ พร้อมดำเนินนโยบาย 3R เพื่อการประหยัดน้ำและนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้หมุนเวียนให้ได้มากที่สุด
ด้าน นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งก่อนเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ระยะ 3 เดือน โดยมี 2 โครงการ คือ สูบน้ำจากคลองสะพานเพื่อเก็บในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ทำให้จะมีน้ำใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มอีกประมาณ 40-50 ล้านลูกบาศก์เมตร และโครงการสูบน้ำจากแม่น้ำประแจ จังหวัดจันทบุรี ที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในภาคตะวันออกเข้ามาเติมในอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่และหนองประไหล เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งให้โรงงานเตรียมกักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนฤดูร้อน เนื่องจากฝนที่ตกในช่วงนี้จะไม่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ แต่อุตสาหกรรมสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ได้ รวมทั้งการประหยัดน้ำด้านอื่น ๆ เช่น การลดซักซ้อมดับเพลิง การซ่อมบำรุงโรงงาน เป็นต้น

ชู “ระยอง” แหล่งสำรองหินใหม่ 3 หมื่นล้านตันรองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน EEC
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เตรียมแหล่งหินปริมาณ 30,000 ล้านตัน ในจังหวัดระยอง หลังประเมินความต้องการใช้หินในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และงานก่อสร้างอื่น ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ระบุ กพร. ได้เตรียมแหล่งหินใหม่ไว้รองรับความต้องการใช้หินเพื่องานก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการ EEC ไว้จำนวน 3 หมื่นล้านตัน โดยเป็นแหล่งหินในจังหวัดระยอง ได้แก่ แหล่งหินใกล้สนามบินอู่ตะเภา และอีก 2 แหล่งใกล้เคียงกัน สามารถรองรับความต้องการแร่หินก่อสร้างไปจนถึงปี 2565 และรองรับความต้องการแร่หินในอนาคต
ปัจจุบัน เหมืองหินก่อสร้างในพื้นที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีปริมาณสำรองหินประมาณ 500 ล้านตัน เพียงพอกับความต้องการในภาวะปกติ แต่เมื่อมีการพัฒนา EEC โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 รวมถึงโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ จะทำให้ความต้องการใช้หินในงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ล้านตัน ทำให้แหล่งผลิตปัจจุบันอาจมีผลผลิตไม่เพียงพอ

เชื่อ “สงครามการค้า” หนุน “จีน” แห่ย้ายฐานลงทุนไทยต่อเนื่อง
จากสภาวะสงครามการค้าสหรัฐฯและจีนยืดเยื้อ หนุนนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ ขยายฐานการลงทุนสู่นิคมอุตสาหกรรมของไทยต่อเนื่อง ด้านผลสำรวจชี้ชัดนักลงทุนจีนย้ายฐานลงทุนไทยมีมูลค่าอันดับ 4 ของอาเซียน
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2563 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประเมินปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะยังคงยืดเยื้อ แต่ยังมีผลดีคือทำให้นิคมอุตสาหกรรมมีการเติบโตจากการขายที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการย้ายฐานผลิตมาออกประเทศของนักลงทุนจีน ขณะที่ไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จึงคาดว่าในปี 2563 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง อาทิ โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยูทินีตี้
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะมีโอกาสขยายตัวอย่างมาก สะท้อนตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ เป็นจำนวนมากจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการขอให้เตรียมนิคมฯ เพื่อรองรับการลงทุน จึงมองว่ารูปแบบการจัดตั้งนิคมฯ ในอนาคตจะเน้นเป็นกลุ่มประเทศมากกว่ารูปแบบอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยนักลงทุนจีนจะยังเป็นกลุ่มที่ขยายฐานลงทุนมาไทยต่อเนื่อง เห็นได้จากนิคมฯ WHA ที่มีจำนวนนักลงทุนจีนแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้วในปี 2561-2562 และปีนี้จะยังคงเติบโตได้ดี

สำหรับผลสำรวจของ Business World เรื่องปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศอันเนื่องมาจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ พบว่าในปี 2561 มีเงินทุนเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขยายฐานมาไทยเป็นอันดับ 4 รองจากเวียดนาม ไต้หวัน เม็กซิโก , กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค มาไทยเป็นอันดับ 3 รองจากเวียดนาม ไต้หวัน ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ย้ายมาไทยเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบเป็นจำนวนโรงงานที่จีนเข้ามาลงทุนในไทย พบว่าอยู่อันดับ 2 จำนวน 8 โรง รองจากเวียดนาม อันดับ 1 จำนวน 26 โรง ส่วนอันดับคือ 3 กัมพูชา 4 โรง , อันดับ 4 มาเลเซีย 3 โรง และอันดับ 5 อินโดนีเซีย 2 โรง
ทั้งนี้ นางสาวจรีพร แนะภาครัฐต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 และผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในEEC ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและภาคเอกชน รวมทั้งเร่งขยายเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าและสนับสนุนการส่งออกของไทย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

BOI ชูแพ็กเกจใหม่ใน EEC จูงใจนักลงทุนเกาหลีขยายลงทุนเพิ่ม
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เตรียมนำเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชุดใหม่ให้แก่นักลงทุนเกาหลีที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 200 ราย พร้อมชี้โอกาสขยายการลงทุนและแจงความคืบหน้า EECและกฎระเบียบภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านแรงงานและศุลกากร
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยว่า ในวันที่ 22 มกราคมนี้ BOI ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KOTRA) และหอการค้าเกาหลี-ไทย (KTCC) จัดสัมมนาการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการเกาหลีในประเทศไทย ณ โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อนำเสนอโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ และสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด BOI เมื่อปลายปี 2562
พร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมศุลกากร กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำเสนอความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ EEC และกฎระเบียบภาครัฐที่ผู้ประกอบการเกาหลีควรทราบ เช่น กฎระเบียบและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของต่างชาติผ่านระบบ Single Window กฎหมายแรงงาน พิธีการศุลกากรในการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ และการส่งออกสินค้า เป็นต้น รวมทั้งเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเฉพาะราย คาดว่าจะมีผู้บริหารจากบริษัทเกาหลีที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก และสมาชิกหอการค้าเกาหลีเข้าร่วมกว่า 200 ราย
“การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นกิจกรรมใหญ่ต่อเนื่องจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน และคณะนักธุรกิจเกาหลีกว่า 100 บริษัท เมื่อเดือนกันยายน 2562 และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562ที่ผ่านมา ซึ่งหวังว่าจะสร้างความรู้ ความเข้าใจในกฎระเบียบและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และตอกย้ำความเชื่อมั่นและการตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง” นายนฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 – 2562) มีโครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ยื่นขอรับการส่งเสริม จำนวน 140 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 19,840 ล้านบาท โดย 77% เป็นการลงทุนในพื้นที่ EEC 3 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร และดิจิทัล