
วันที่ 9 ก.ค.63 ในที่ประชุมสภา นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงรายงานประจำปี 2562 ของการดำเนินการ EEC ซึ่งได้ติดตามมาตลอดและได้มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ถือว่าเป็นโครงการสำคัญของประเทศ เป็นโครงการต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรายงานฉบับนี้มีหัวข้อสำคัญค่อนข้างเยอะมาก เป็นรายงานที่ทำได้ดีต้องชื่นชมทางฝ่ายเลขาและคณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่จะขออนุญาตกราบเรียน โดยประเด็นสำคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าของการทำงานในส่วนของสำนักงาน EEC ถือว่าเป็นก้าวหนึ่งที่ได้มีการเริ่มต้นจาก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 พ.ค.61 ซึ่งหมายความว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานปี 62 ที่ได้ดำเนินงานมาประมาณ 1 ปีเศษ อยากเรียนว่าความคืบหน้าของการดำเนินงาน EEC ที่ได้ระบุไว้ในฉบับนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้า
โดยการลงนามในสัญญา 2 สัญญาปี 2562 คือ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 1 ต.ค.62 และจะเปิดให้ดำเนินการปี 2568 ส่วนสัญญาที่ 2 คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทำสัญญาเมื่อวันที่ 24 ต.ค.62 และมีการคาดการณ์ว่าจะดำเนินการในปี 67 โครงการนี้เป็นโครงการที่จะเริ่มต้นได้ต้องใช้เวลาเป็นความตั้งใจของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเลขาของ EEC อย่างน้อยที่สุด 2 โครงการนี้จะบ่งบอกถึงความก้าวหน้า เป็นสิ่งที่จะบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ และนอกจากนี้พวกเราคงได้รับทราบแล้วว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.63 เราได้มีการลงนามในอีกหนึ่งสัญญา คือ สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือว่า 3 โครงการนี้เป็นโครงการหลัก ๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คิดว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นโครงการหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จข้างหน้า และขณะนี้จะมี 6-7 โครงการใหญ่ ๆ แต่ 3 โครงการนี้ก็เป็นโครงการที่มีความสำคัญในอันดับต้น ๆ และประการที่ 2 ในส่วนที่สำคัญคือ การกำหนดจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเพราะเป็นจุดสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการที่จะให้นักลงทุนมาลงทุน
ดังนั้นรายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่บ่งบอกความก้าวหน้าถึงการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษทั้ง 5 แห่ง และเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย 21 เขตได้ดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการจัดตั้งเขตจะเตรียมความพร้อมต่อการส่งเสริมการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล การบิน ส่งเสริมรถไฟความเร็วสูง และส่งเสริมศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจรซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน และอยากเรียนว่าในการเตรียมความพร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 21 เขต ได้ดำเนินการไปแล้ว และเป็นที่น่าดีใจว่าโครงการนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจมาเช่าพื้นที่แล้ว ในจำนวนนี้ 44,726 ไร่ จากจำนนวนพื้นที่ที่ขายหรือให้เช่า 64,487 ไร่ คิดเป็น 70 % ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่เป็นความสนใจของนักลงทุนที่จะเข้ามาดำเนินการ และอีกส่วนหนึ่งได้มีการจัดทำแผนผัง EEC ซึ่งเป็นผังการใช้ประโยชน์และเป็นแผนผังในการพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งแผนผังนี้มีการบังคับใช้ตามแผนเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.62 เป็นแผนที่รองรับในระยะเวลาอันยาวไกลได้มีการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั้ง 3 จังหวัด ไม่น้อยกว่า 40 ครั้งใน 30 อำเภอ ถือเป็นโครงการที่โปร่งใสให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
โดยโครงการเหล่านี้จะเน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งเคยทราบแนวคิดของ EEC ว่า EEC จะพยายามใช้พื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บพื้นที่ป่า พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรให้คงไว้ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่แหล่งน้ำ พื้นที่การเกษตร โดยพื้นที่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เพียง 8.29 % เป้าหมายเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายตัวหนึ่งที่คิดว่าที่จะเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน ส่วนที่มีการพูดกันว่าในเรื่องของอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 12 อย่าง จะมีการเตรียมการรองรับในเรื่องของการรับรองบุคลากรอย่างไร แม้รายงานฉบับนี้จะบ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อมต่อการสร้างบุคลากรที่คาดหมายว่าในอนาคตจะมีบุคลากรที่มีทักษะถึง 4.7 แสนคน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการบ้านสำคัญที่ EEC จะต้องเข้าไปดูว่าวันนี้เราได้มีการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาได้ดำเนินการไปแล้วมากน้อยอย่างไร
ซึ่งโครงการนี้นอกจากเป็นอุตสาหกรรมสะอาดยังเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่องพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ ด้าน โดยมีโอกาสได้ดูว่าโครงการ EEC ให้ความสำคัญในต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร เช่น ปัญหาขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาในเรื่องของน้ำ ที่จะเตรียมความพร้อมอย่างไร อยากเรียนว่าในส่วนของขยะมูลฝอย รายงานฉบับนี้ได้พูดถึงการกำจัดขยะอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นการสร้างประสิทธิภาพที่มีความยั่งยืนและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะด้วย โดยได้มีการดำเนินการแล้วที่จังหวัดระยองเป็นจุดเริ่มต้น จากที่ได้ติดตามมีผลสำเร็จค่อนข้างสูง นอกจากนี้โครงการที่ EEC ตั้งเป้าหมายจะกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าทั้ง 6 แห่ง ในปี 65 ที่ได้วางแนวทางไว้ ซึ่งมีการลงทุน 28,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงจากภาคเอกชนค่อนข้างเยอะ รัฐบาลก็จะรับภาระในส่วนนี้น้อยลง
ในส่วนของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อยากให้ EEC ตามแผนงานที่เตรียมไว้ให้ดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว ส่วนของภาครัฐที่ต้องดำเนินงานในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เป็นโครงการที่ควรมีการบูรณาการระหว่างกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งในงบประมาณปี 64 ที่ได้ดู โครงการ EEC มีการมุ่งเน้นไปในหลายพื้นที่ ซึ่งหวังว่าจะมีการบูรณาการนำงบในส่วนอื่น ๆ มาดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอสรุปว่าโครงการที่สำคัญของ EEC ฉบับนี้ เป็นโครงการที่จะก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชีย โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญที่เราจะต้องมีความคืบหน้าต่อไป