ข่าวประชาสัมพันธ์

พร้อมขับเคลื่อน EEC เต็มที่ เร่งเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง มั่นใจอัดฉีดเศรษฐกิจไทยปี 64

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกปลุกปั้นให้เป็นโครงการที่จะเข้ามาช่วยยกระดับประเทศไทยบนฐานของการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มานานร่วม 30 ปี แต่ในปี 2563 กลับมีเหตุการณ์ทีไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กระทรวงอุตาหกรรมเตรียมต่อยอดขยายผลให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่ EEC มากขึ้น ขณะที่ สกพอ. ยืนยันโครงการลงทุนต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เชื่อยังเป็นเครื่องยนต์และกลไกสำคัญในการผลักดันจีดีพีปี 2564 ให้ฟื้นตัวและกลับมาเติบโตต่อไปได้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวย้ำในเวทีสัมมนา “EEC GO เดินหน้าลงทุน” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เชื่อมั่นว่า EEC เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เป็นแรงดึงดูดความสนใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2563 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC 277 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 106,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่เชื่อว่าไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตสำคัญของภาคอุตสาหกรรม เพราะสามารถควบคุมและจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี จนมีหลายประเทศโดยเฉพาะจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น สนใจย้ายฐานเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและได้รับอานิสงส์จากโควิด-19 ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเตรียมความพร้อมในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน

นอกจากนี้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยังมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือนักลงทุนหน้าเดิมให้ดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น ควบคู่กับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของอาเซียน รวมทั้งมีมาตรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพให้เป็นรูปธรรม โดยมีโครงการลงทุนผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและเคมีชีวภาพหลายพื้นที่ รวมมูลค่าการลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนใน EEC เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา 2 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการไบโอฮับเอเชีย มูลค่า 50,000 ล้านบาท ได้ยื่นขอเป็นเขตส่งเสริมของ EEC กับ กนอ. แล้ว เพ่ื่อผลิตไบโอดีเซลและเคมีชีวภาพ
  2. โครงการนิคมอุตสาหกรรมบลูโอลิโอเทค ซิตี้ มูลค่า 12,500 ล้านบาท อยู่ระหว่างขอเป็นเขตส่งเสริมของ EEC กับ กนอ. เพ่ื่อผลิตไบโอดีเซลและเคมีชีวภาพ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) วางเป้าหมายในปี 2030 หรือปี 2573 จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง คือรากฐานที่แข็งแกร่งของ EEC

ขณะที่ นายโชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยให้ติดลบ 7.5% ขณะที่จีดีพี EEC ติดลบ 8.7% จากการที่นักท่องเที่ยวหดหาย การเดินอากาศไม่สามารถทำได้ตามปกติ เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีสัดส่วนในจีดีพีถึง 17% แต่มองว่าในปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวที่ 6.3% และจีดีพี EEC ขยายตัว 5.1% ในปี 2564 ซึ่งสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดว่าผู้โดยสารจะกลับมาเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่าปี 2562 ภายในปี 2566 ส่วนการเดินทางทั่วโลกจะกลับมาในปี 2567 ทำให้เห็นว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสจะกลับมาเร็วที่สุด ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาบุคลากรรองรับการขยายตัวภาคธุรกิจ

นายโชคชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาใน EEC เพื่อสนับสนุน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 5G, โครงสร้างด้านสมาร์ทโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ เพื่อให้เอกชนที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC มีต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ส่วนความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ได้ลงนามร่วมลงทุนไปแล้วระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และภาคเอกชน แบ่งแผนการพัฒนาเป็น 3 ส่วน คือการส่งมอบการบริหารรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ คาดว่าจะมีการเข้าบริหารภายในปี 2564 การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรื้อย้ายสาธารณูปโภค ตามแผนก่อสร้างแล้วจะเสร็จปี 2567 และส่งมอบการก่อสร้างช่วงดอนเมือง – พญาไท ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2571

ขณะที่โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีการกำหนดจะต้องลงทุนสนามบินปีแรกให้ได้ 15.9 ล้านคนต่อปี และรองรับสูงสุดมากกว่า 60 ล้านคนต่อปี เป็นเงื่อนไขที่บังคับเอกชนไว้ในสัญญา โดยแผนงานเบื้องต้น เอกชนจะเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2564 โดยหลังลงนามสัญญาไปแล้ว สกพอ. เตรียมส่งมอบพื้นที่ภายใน 18 เดือน และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยเป้าหมายสำคัญคือเชื่อมต่อสนามบินกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อการเดินทางอย่างต่อเนื่อง

ส่วนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) การบินไทยยังยืนยันที่จะเดินหน้าพัฒนา MRO แต่เนื่องจากการบินไทยอยู่ในช่วงฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับโควิด-19 ทำให้มีการชะลอแผนลงทุนออกไป จากเดิมจะเริ่มเปิดให้บริการในปี 2564 – 2565 เลื่อนไปเป็นปี 2567 ส่วนที่มีเอกชนรายอื่นติดต่อสอบถามการลงทุนในธุรกิจ MRO เพื่อซ่อมบำรุงอากาศยานลำเล็ก ขณะนี้อาจตัดสินใจชะลอออกไปก่อนด้วยผลกระทบจากโควิด-19 และอาจมีการตัดสินใจจากภาคเอกชนอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า (2564) ทำให้ภาครัฐจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งการศึกษาและเตรียมพื้นที่ในการพัฒนาโครงการฯ

สำหรับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง นายโชคชัย ยืนยันว่าไม่ได้หยุดเดินหน้า แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้เข้ามาดำเนินการ โดยเป็นท่าเรือนำเข้าและส่งออก มีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 11 ล้านทีอียูต่อปี เป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี และในปี 2567–2568 จะมีตู้สินค้าเกินขีดความสามารถในการรองรับ จึงต้องเร่งัดเจรจากับภาคเอกชน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้และลงนามสัญญาภายในกุมภาพันธ์ 2564

เอกชนพร้อมเดินหน้า มั่นใจในศักยภาพ EEC

ฟากเอกชนที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ EEC อย่างกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ยังคงเดินหน้าแผนลงทุนช่วง 5 ปีนี้ หรือตั้งแต่ปี 2564-2569 โดยจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ กว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานอีกจำนวนมาก โดยธุรกิจโลจิสติกส์ มีการลงทุนคลังสินค้าแล้วกว่า 2.4 ล้านตารางเมตร อยู่ใน EEC มากกว่า 1 ล้านตารางเมตร เพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่มอีคอมเมิร์ช ศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งจุดหลักอยู่ที่สมุทรปราการเชื่อมฉะเชิงเทรา ปัจจุบัน WHA มีนิคมฯ 11 แห่ง ในจำนวนนี้ 10 แห่ง อยู่ใน EEC และตั้งแต่ปี 2564 -2567 จะทยอยเปิดนิคมฯ ใหม่ในพื้นที่ EEC รวมอีก 4 แห่ง พื้นที่แห่งละประมาณ 2,000 ไร่

ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภค WHA ได้พัฒนานวัตกรรมด้านน้ำ โดยนำเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำมาใช้ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำในอนาคต, ขณะที่ธุรกิจพลังงาน มีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานขยะแล้วกว่า 547 เมกะวัตต์ และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ทั้งในและนอกนิคมฯ อยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ รวมทั้งการลงทุนพัฒนา Smart Microgrid เพื่อให้มีการซื้อขายไฟฟ้าภายในนิคมฯ ช่วยลดต้นทุนให้กับลูกค้าเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า และธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น DATA Center และเทคโนโลยี 5G เพื่อสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมทั้งระบบ Internet of Thing (IoT) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้มาก

นางสางจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะจีนมุ่งเน้นการลงทุนมายังอาเซียนและไทย โดยใช้มณฑลคุนหมิงเป็นเกตเวย์เข้าสู่อาเซียน ตามนโยบายทางการจีน โดยมี 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นที่ 1 จากคุนหมิงเข้าเมียนมาเข้าไทยมายัง EEC เส้นที่ 2 จากคุนหมิงผ่านลาวมายังไทยและเข้าสู่ EEC และเส้นที่ 3 จากคุนหมิงมายังเวียดนามผ่านกัมพูชามา EEC ทำให้สินค้าจำนวนมากจากจีนกระจายออกไปสู่ 70 ประเทศทั่วโลก มาผ่านไทยโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา สามารถลดระยะเวลาการขนส่งราว 4-5 วัน

“EEC มีเสน่ห์ดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยนักลงทุนหลักจากญี่ปุ่นมีสัดส่วนถึง 38% ของนักลงทุนทั้งหมด แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากจีนขยายฐานมายัง EEC จำนวนมาก ตามมาด้วยไต้หวัน ฮ่องกง ที่มีบริษัทเข้ามาเป็นกรุ๊ป มาเป็นมณฑล สะท้อนว่า EEC มีความน่าสนใจและแรงดึงดูดในการลงทุนค่อนข้างสูง” นางสางจรีพร กล่าว

ด้าน นางรสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC บริษัทในกลุ่ม ปตท. มองศักยภาพ EEC ในสายตานักลงทุนจะพิจารณา 3 เรื่องหลักที่สำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงด้านไฟฟ้า, น้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และการจัดการขยะ โดยเรื่องไฟฟ้าต้องเน้นพลังงานสะอาด และระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะครบวงจร (Smart Microgrid) และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ใน EEC ส่วนเรื่องน้ำ รัฐบาลจะต้องวางแผนรับมือปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสร้างโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม และการจัดการด้านขยะ จะต้องมีระบบผลิตไฟฟ้าจากขยะเพื่อลดปริมาณขยะ และสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าใน EEC

“หาก EEC นำระบบอัจฉริยะมาใช้จัดการด้านพลังงาน และมีเทคโนโลยี 5G จะยิ่งดึงดูดให้อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและโดรนอัตโนมัติ เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย โดย ปตท. มีแผนศีกษาและพัฒนา Sandbox ติดตั้งโซลาร์เซลล์และศึกษาการใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cells) ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่” นางรสยา กล่าว

 

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.