ข่าวประชาสัมพันธ์

“นายกฯ ประยุทธ์” ติดตามความก้าวหน้า EECi – ท่าเรือมาบตาพุด เพิ่มความมั่นใจพื้นที่อีอีซีดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก สร้างต้นแบบพื้นที่โอกาสแห่งการลงทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยยั่งยืน


(วันที่ 9 ส.ค 66) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะติดตามที่สำคัญ อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการลงพื้นที่ ในจังหวัดระยอง ติดตามความก้าวหน้าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ โดยคณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center : IOC) ติดตามภาพรวมการดำเนินการโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เมืองนวัตกรรมชีวภาพการเกษตรสมัยใหม่ EECi Biopolis ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน EECi Aripolis รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในพื้นที่อีอีซี


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะฯ ได้ติดตามความพร้อมของ EECi หนึ่งในโครงการสำคัญของอีอีซี ซึ่งจะเป็นพื้นที่พัฒนานวัตกรรมต้นแบบ สู่การขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้เกิดการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย คู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ โดยการพัฒนาพื้นที่ EECi ถือเป็นผลสัมฤทธิ์สำคัญของอีอีซี ที่ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือสวทช. และหน่วยงานพันธมิตร

โดยขณะนี้ความก้าวหน้าในพื้นที่ EECi การก่อสร้างกลุ่มอาคาร สำนักงานขนาดใหญ่ ประกอบด้วย พื้นที่การทำงานวิจัยขยายผล อาทิ โรงงานต้นแบบ พื้นที่ทดสอบนวัตกรรม รวมทั้งอาคารรองรับโครงการสำคัญ เช่น โรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมฐานชีวภาพใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้ในภาคเกษตร มีความก้าวหน้าร้อยละ 73.75 คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568 โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ เพื่อคัดเลือกพืชและสมุนไพรในการผลิตสารสำคัญทางอาหารและยาสูง เช่น สมุนไพรบัวบก ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรลดระยะเวลาการเพาะปลูกน้อยลง และศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยในภาคการผลิตสู่ Smart Factory รวมทั้งพัฒนากำลังคนที่มีทักษะความเชี่ยวชาญรองรับ ปัจจุบันศูนย์ SMC ได้เปิดให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีเตรียมความพร้อมให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมไปสู่ Industry 4.0 รวมกว่า 84 ราย และได้เผยแพร่องค์ความรู้ทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่บุคลากรภาคอุตสาหกรรม มีบริษัทเข้าร่วมกว่า 232 บริษัท จำนวนผู้อบรมมากกว่า 600 ราย เป็นต้น

รวมทั้งพื้นที่ EECi ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเตรียมความพร้อมเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรม ขยายงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ที่สำคัญ ๆ เช่น สนามทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและการทดสอบมาตรฐานยานยนต์อัตโนมัติของไทยให้ได้มาตรฐานสากล คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งมีประสิทธิภาพเหมือนกล้องจุลทรรศน์ขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นโครงสร้างระดับอะตอมของวัสดุ ทำให้เกิดการออกแบบวัสดุสมัยใหม่ เช่น โมเลกุลยา อาหารโปรตีนสูง วัสดุเพื่อใช้ในอากาศยาน เป็นต้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ




พร้อมกันนี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี ได้นำเสนอ (ร่าง) แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนา อีอีซี ระยะ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งจะเป็นแผนหลักของ อีอีซี ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพิ่มประสิทธิภาพใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ยกระดับทักษะแรงงานให้เกิดความพร้อม รวมไปถึงการพัฒนาระบบนิเวศรองรับการลงทุนในทุกมิติ มาตรการสนับสนุนการลงทุน อำนวยความสะดวกเพื่อลดขั้นตอนการขออนุมัติอนุญาตได้ 44 ใบอนุญาติ เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมาตรการพิเศษดึงการลงทุนสำหรับ 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก เพื่อทำให้การลงทุนได้ประโยชน์สูงสุด ต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาเมืองให้ทันสมัย และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ สังคม เศรษฐกิจ และคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ภาพรวมอีอีซีใน ช่วง 5 ปีแรก (2561-2565) สามารถอนุมัติเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายมูลค่าการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท มีมูลค่าออกบัตรส่งเสริมปี 2561 ถึงไตรมาส 2 ปี 2566 รวมจำนวน 1,360,349 ล้านบาท โดยประเทศที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน สูงสุด 5 ลำดับแรก คือ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ตามลำดับ



นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ และคณะฯ ได้ติดตามความก้าวหน้า โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 โดยการก่อสร้างมีความคืบหน้าต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 58.42 และสถานะปัจจุบันการก่อสร้างมีความก้าวหน้ารอบด้าน เช่น การก่อสร้างเขื่อนกันทราย ก้าวหน้าร้อยละ 19.47 งานขุดลอกถมทะเล ก้าวหน้าร้อยละ 12.75 งานก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ก้าวหน้าร้อยละ 11.40 เป็นต้น รวมทั้งโครงการฯ ได้สร้างการมีส่วนร่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามรายงานผลกระทบ EHIA อย่างเคร่งครัด เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมาตรการสิ่งแวดล้อม การติดตามมาตรการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมต่างๆ และการจัดตั้งกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนหลักประกันความเสียหายและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในเขตนิคมฯ มาบตาพุด มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ รองรับการลงทุนใน อีอีซี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 19 ล้านตันต่อปี รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจร และในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สร้างการลงทุนในพื้นที่ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าโครงการท่าเรือมาบตาพุดฯ ระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จในปี 2570

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ และคณะฯ ได้ติดตามความก้าวหน้า โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 โดยการก่อสร้างมีความคืบหน้าต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 58.42 และสถานะปัจจุบันการก่อสร้างมีความก้าวหน้ารอบด้าน เช่น การก่อสร้างเขื่อนกันทราย ก้าวหน้าร้อยละ 19.47 งานขุดลอกถมทะเล ก้าวหน้าร้อยละ 12.75 งานก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ก้าวหน้าร้อยละ 11.40 เป็นต้น รวมทั้งโครงการฯ ได้สร้างการมีส่วนร่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามรายงานผลกระทบ EHIA อย่างเคร่งครัด เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมาตรการสิ่งแวดล้อม การติดตามมาตรการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมต่างๆ และการจัดตั้งกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนหลักประกันความเสียหายและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในเขตนิคมฯ มาบตาพุด มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ รองรับการลงทุนใน อีอีซี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 19 ล้านตันต่อปี รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจร และในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สร้างการลงทุนในพื้นที่ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าโครงการท่าเรือมาบตาพุดฯ ระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จในปี 2570

 

 

 

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.