ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผนึกความร่วมมือแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำภาคตะวันออก ผันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เสริมน้ำภาคการผลิตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รองรับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มั่นใจเพียงพอรองรับความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งนี้
หนึ่งในมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรม ก็คือ โครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแกด (ลุ่มน้ำวังโตนด) จังหวัดจันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพียงพอรองรับกับการใช้น้ำของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน และนายเจริญ ปิยารมย์ ประธานกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ณ ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี โดยมี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, ว่าที่ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการฝ่ายนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้ MOU ดังกล่าวจะดำเนินการเฉพาะกิจ ในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้ระบบสูบน้ำสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 63 นี้ ซึ่งต้องไม่เกิดผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนด หากเกิดผลกระทบจะให้หยุดสูบผันน้ำทันที

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติสทนช.) เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์ สูบผันน้ำอย่างต่อเนื่องไปให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งใช้น้ำวันละ 1.12 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้อ่างเก็บน้ำประแสร์จะมีปริมาณน้ำเหลือต่ำกว่าปริมาณน้ำเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ในเดือนเมษายนนี้ จึงมีแนวคิดนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 49.62 ล้านลูกบาศก์เมตร มาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์เพิ่มเติม โดยเดินเครื่องสูบที่สถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ จากเดิมระบายวันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นอีกวันละ 460,000 ลูกบาศก์เมตร รวมระบายทั้งสิ้นวันละ 648,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นน้ำต้นทุนช่วยเหลือพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตลอดฤดูแล้งปีนี้

ว่าที่ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในจังหวัดระยองขณะนี้ใกล้เคียงกับปี 2548 ถือว่าเป็นวิกฤต เพราะมีความต้องการใช้น้ำปริมาณมากทั้งในภาคอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และท่องเที่ยว รวมทั้งยังจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ในจังหวัดชลบุรี ทำให้ต้องวางแผนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้คณะทำงานที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนลดการใช้น้ำทุกภาคส่วน เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณจังหวัดจันทบุรีและกลุ่มลุ่มน้ำวังโตนดที่ได้ปันน้ำส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือชาวระยองรวมถึงจังหวัดใกล้เคียง

นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการฝ่ายนโยบายและแผน สกพอ. กล่าวว่า สกพอ. และ สทนช. กรมชลประทาน รวมทั้งจังหวัดระยอง และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อวางแผนบริหารจัดการภัยแล้งในภาคตะวันออก จนมีแนวคิดว่าจะต้องขอปันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนดนำมาสู่ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC

“มาตรการนี้เป็นการบริหารภัยแล้งในพื้นที่ EEC หากในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ฝนตกล่าช้าไปจากการพยากรณ์ของ สทนช. ที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดระยองก็ได้ทำแผนลดการใช้น้ำลงในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมจะลดการใช้น้ำ 10% และรีไซเคิลน้ำ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป” นางสาวพจณี กล่าว

ด้าน นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานจะเร่งรัดภารกิจการดำเนินการของอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ได้แก่ คลองหางแมว คลองวังโตนด คลองประแกด และคลองพวาใหญ่ ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองประแกด 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ 68.1 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว 80.7 ล้านลูกบาศก์เมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 และ ปี 2565 ตามลำดับ
ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ซึ่งจะเร่งรัดการก่อสร้างทุกขั้นตอนให้ทันในปีงบประมาณปี 2564 หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีปริมาณน้ำรวมทั้ง 4 แห่ง รวมทั้งหมด 308.5 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ จะเร่งก่อสร้างอาคารทดน้ำและสถานีสูบน้ำต่าง ๆ ในคลองวังโตนด ให้สมบูรณ์เพื่อให้ระบบการกระจายน้ำก่อนปันน้ำไปที่จังหวัดระยองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าในปีนี้ยังติดขัดด้านงบประมาณดำเนินการ
“วันนี้ถือเป็นกุญแจดอกแรกในการบริหารจัดการน้ำที่มีการใช้น้ำร่วมกัน และความมีน้ำใจของคนไทย เพราะจันทบุรียังมีหลายพื้นที่ที่มีผลกระทบอยู่บ้างโดยเฉพาะระบบประปา แต่ตอนนี้ยังพอมีกำลังที่เข้มแข็งแบ่งปันไปช่วยคนระยองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งต้องขอบคุณ สทนช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการบริหารจัดการในส่วนนี้ ส่วนเมื่อได้น้ำไปแล้วจะต้องทำอย่างไรก็ขอฝากภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องหากิจกรรมสังคมมาช่วยคนลุ่มน้ำวังโตนดเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีต่อไป ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน และความมีน้ำใจของลุ่มน้ำวังโตนดครั้งนี้จะเป็น

ด้าน ผศ.ดร.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า แม้ว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีไม่มากนัก แต่ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำวังโตนด โดยเฉพาะในอ่างเก็บน้ำประแกด เมื่อคำนวณแล้วมีเพียงพอสำหรับใช้ในพื้นที่และเหลือพอที่จะปันน้ำไปให้แก่ผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนและมีความต้องการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมโดยใช้วิธีการปันน้ำ อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ภาครัฐ เร่งสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ เนื่องจากจันทบุรีมีปริมาณน้ำฝนในลุ่มน้ำวังโตนดปีละ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หากสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จทั้ง 4 อ่าง รวมความจุอ่างประมาณ 309 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้มีน้ำเหลือในอ่างสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
“การที่น้ำจากเราไปแม้ไม่มาก แต่เป็นการแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อนำน้ำไปช่วยคนที่กำลังมีปัญหาขาดแคลนได้ประโยชน์ ผมมองว่าไม่ใช่การผันน้ำแต่เป็นการแบ่งปันน้ำในยามที่เรามีปัญหา เพราะเราก็คนภาคตะวันออกด้วยกัน เพื่อให้เราเดินไปด้วยกันได้ ส่วนการสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับลุ่มน้ำวังโตนดหรือลุ่มน้ำอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งรัด เพราะเราคงไม่ใช่เตี้ยอุ้มค่อมชนิดที่ไม่ดูแลตัวเองด้วย จึงอยากวิงวอนทุกคนที่ได้รับน้ำในครั้งนี้ให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อยากเห็นคุณค่าของน้ำที่ไปจากน้ำใจของชาวจันทบุรีที่มีต่อเพื่อนบ้านได้ช่วยพยุงสภาพการณ์ต่าง ๆ ให้เกิดความมั่นใจต่อการลงทุนของประเทศ” ผศ.ดร.เจริญ กล่าว

ขณะที่ นายทวีวัช เอี่ยมสุวรรณ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กล่าวว่า น้ำที่ได้รับจากลุ่มน้ำวังโตนด ไม่ได้ช่วยเหลือแค่คนระยองจังหวัดเดียว เพราะน้ำส่วนใหญ่วันละ 200,000 คิว ส่งจากระยองไปยังจังหวัดชลบุรี และปัจจุบันยังส่งน้ำไปช่วยแปดริ้วอีกวันละ 40,000 คิว เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปา พร้อมเสนอให้ สกพอ. เร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนดทั้ง 4 อ่าง และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะวางแผนเชื่อมโยงการกระจายน้ำอย่างไรให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ โดยเฉพาะเกษตรกรนอกระบบชลประทาน โดย EEC ผลักดันเรื่องนี้เป็นนโยบายหลักเพื่อสร้างความมั่นคงของภาคอุตสาหกรรมจะไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน
สำหรับระบบอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำบางพระ และกลุ่มอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 5 อ่าง ในพัทยา จังหวัดชลบุรี ความจุรวม 893.709 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีระบบท่อผันน้ำเป็นพวงเชื่อมโยงถึงกันเพื่อเชื่อมโยงปริมาณน้ำจากจังหวัดระยองไปจังหวัดชลบุรี