ข่าวประชาสัมพันธ์

รฟท.-กรมทางหลวง เซ็น MOU ใช้พื้นที่เขตทางหลวงเดินหน้าไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

รฟท.-กรมทางหลวง เซ็น MOU ใช้พื้นที่เขตทางหลวงเดินหน้าไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน เพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินมีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด รฟท. จับมือ ทล. MOU การใช้พื้นที่เขตทางหลวง โดยในการนี้ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการใช้พื้นที่เขตทางหลวงในการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ระหว่าง นายนิรุฒ  มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง โดยมี นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และนายพรเจริญ ธนานาถ ผู้แทนจากบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 2 อาคาร 2 ชั้น 4 กระทรวงคมนาคม

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีโครงข่ายคมนาคมที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เป็นหนึ่งในโครงการที่เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างทางบก ทางราง และทางอากาศ ได้อย่างไร้รอยต่อ และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่เขตทางของกรมทางหลวงในการก่อสร้าง ซึ่งทางกรมทางหลวงมีความยินดียิ่งที่จะส่งมอบพื้นที่ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อใช้ในการดำเนินงานก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ดังนั้นจึงถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการร่วมมือกันระหว่าง 2 หน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศให้มีให้มีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

ด้าน นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องขอใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงสำหรับการดำเนินโครงการฯ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงบางส่วนเพื่อดำเนินการ ซึ่งการรถไฟฯ ต้องขอบคุณกรมทางหลวงที่อนุญาตให้โครงการฯ สามารถเข้าดำเนินการในพื้นที่ เพื่อพัฒนาโครงการฯ ได้ ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะดำเนินการในพื้นที่ของกรมทางหลวงอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงอย่างเคร่งครัดและส่งผลกระทบต่อสภาพการจราจร ผู้ใช้ทางและคนเดินเท้าให้น้อยที่สุด เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลังจากลงนามข้อตกลงกันแล้ว การรถไฟฯ และกรมทางหลวง จะแต่งตั้งคณะทำงานตามกฎหมาย เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง โดยคณะทำงานทั้งสองคณะจะประชุมร่วมกันอย่างน้อยทุก 2 เดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น

ขณะที่ นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงมีความยินดีอย่างยิ่งที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สร้างรากฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งภายหลังการใช้พื้นที่กรมทางหลวงแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จะต้องดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม แก้ไข พื้นผิวการจราจร ระบบระบายน้ำต่าง ๆ ให้เรียบร้อย จากนั้นจึงส่งมอบทางคืนให้กับกรมทางหลวงต่อไป

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 220 กิโลเมตร มีแนวเส้นทางเชื่อมโยงท่าอากาศยานสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย 9 สถานี ได้แก่ ดอนเมือง บางซื่อ มักกะสัน สุวรรณภูมิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา และอู่ตะเภา

โดยเริ่มต้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง วิ่งตรงเข้าสู่สถานีกลางบางซื่อ ผ่านสถานีมักกะสัน เลี้ยวเข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าต่อไปตามแนวทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านแม่น้ำบางปะกง เข้าสู่สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และเข้าสู่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นสถานีสุดท้าย ระยะทางรวมทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร โดยขบวนรถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นโครงการสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและดึงดูดนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.