ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ที่ขณะนี้กำลังเร่งเดินหน้าจัดทำศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ด้านการแพทย์จีโนมิกส์ หรือการศึกษาเกี่ยวกับการหาดีเอ็นเอและรหัสพันธุกรรม เพื่อยกระดับการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และยกระดับวงการแพทย์ของไทย เตรียมเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนลงทุนตั้งศูนย์ทดสอบดีเอ็นเอคนไทย 50,000 ราย เดือนกันยายนนี้
เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ด้านการแพทย์จีโนมิกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา (บางแสน) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิด “ศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์” ในพื้นที่ EEC รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษการแพทย์และสุขภาพครบวงจร และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่อาคาร 10 ปี เภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (บางแสน) จังหวัดชลบุรี พื้นที่ 3.69 ไร่ เงินลงทุน 1,250 ล้านบาท

นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการด้านสาธารณสุข EEC ยังจะเป็นพื้นที่นำร่องในการวิจัยด้านการแพทย์ชั้นสูง โดยมีโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ เป็นฐานในการต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาการให้บริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomic Medicine) ที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรในประเทศไทย เนื่องจากโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างฐานข้อมูลทางดีเอ็นเอของประชากรไทย เพื่อการวิจัยและการวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการถอดรหัสดีเอ็นเอ เพราะคนไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรม จึงเป็นฐานข้อมูลที่มีคุณค่าสูงมาก
เป้าหมายของโครงการนี้ ก็คือ การตั้งศูนย์ทดสอบฯ เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลดีเอ็นเอคนไทย จำนวน 50,000 คน ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 750 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี เพื่อนำมาจัดจ้างคัดเลือกภาคเอกชนเข้ามาลงทุนตั้งศูนย์ทดสอบฯ ใน EEC ส่งเสริมให้เกิดห้องแล็บเพื่อการวิจัยด้านดีเอ็นเอที่ทันสมัย และจะเป็นห้องสมุดดีเอ็นเอของคนไทยขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและการรักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่น โรคมะเร็ง โรคทางพันธุกรรม เป็นต้น เพิ่มศักยภาพในการรักษาสูงขึ้นและมีต้นทุนการรักษาที่ลดลง

ทั้งนี้ EEC จะเปิดขายซองประมูลเพื่อให้เอกชนเสนอเงื่อนไขการลงทุนศูนย์ทดสอบฯ ภายในเดือนกันยายนนี้ หากรายใดเสนอราคาต่ำกว่าที่ตั้งไว้มากที่สุด และมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดก็จะเป็นผู้ชนะการประมูล โดยขณะนี้มีภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศประมาณ 10 ราย แสดงความสนใจเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ โดยเชื่อว่าเป็นโครงการฯ ที่สามารถต่อยอดไปทำธุรกิจด้านพันธุกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ในอนาคต และไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากภาครัฐทำสัญญาว่าจ้างจัดทำฐานข้อมูลดีเอ็นเอถึง 50,000 คน
การตั้งศูนย์ทดสอบฯ เพื่อจัดเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของประชากรไทยในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับการรักษาพยาบาลของไทยขึ้นมาสู่ระดับแนวหน้าของโลก และลดค่าใช้จ่ายในการส่งดีเอ็นเอคนไทยไปวิเคราะห์ที่ห้องแล็บในต่างประเทศ ที่สำคัญยังจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมทำการวิจัยด้านพันธุกรรมกับประเทศอื่น ๆ ได้ ทำให้วงการแพทย์ของไทยได้รับการพัฒนามากขึ้นและดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่ EEC

“ถ้าประเทศไทยมีศักยภาพเรื่องนี้ ต่างชาติก็จะสนใจเข้ามารับบริการรักษาพยาบาล ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านเมดิคัล ฮับจากการที่ประเทศชั้นนำต่าง ๆ สนใจจะเข้ามาลงทุนด้านการจัดเก็บข้อมูลดีเอ็นเอในประเทศไทย เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ที่มีการลงทุนเก็บข้อมูลดีเอ็นเอประชากรไปแล้ว 1 แสนคน และกำลังทำเพิ่มขึ้น ขณะที่อังกฤษ เก็บข้อมูลดีเอ็นเอไปแล้ว 1 แสนราย และได้ทำต่อเนื่องอีก 4 ล้านคน แต่ไทยจะเริ่มที่ 5 หมื่นคนก่อน” นพ.พีรพล กล่าว
การแพทย์จีโนมิกส์ นับเป็นการตรวจสุขภาพระดับยีน เพื่อการดูแลสุขภาพแบบ Personalized medicine ค้นหาความผิดปกติในหน่วยพันธุกรรมแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถรู้ล่วงหน้าถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ หากไทยมีคลังข้อมูลดีเอ็นเอนำร่องจะกลายเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ทรงคุณค่ามหาศาล เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้วงการแพทย์จะพัฒนาไปได้ไกลเท่านั้น แต่จะทำให้คนไทยได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นด้วย