ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดแผน ‘พัฒนาด้านสาธารณสุข EEC’ รองรับโรคอุบัติใหม่และการขยายตัวของประชากร

แผนการพัฒนาด้านสาธารณสุขในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ เพราะมีการประเมินกันว่าภายในปี 2580 พื้นที่ EEC จะมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีมากกว่า 4 ล้านคน สืบเนื่องจากจำนวนนักลงทุนและแรงงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องวางแผนการจัดการด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

การยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะแม้ขณะนี้ EEC กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เริ่มเห็นแนวโน้มการไหลเข้ามาของทั้งผู้ลงทุนและแรงงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ EEC ขณะนี้มีประชากรรวมมากกว่า 4 ล้านคน ในจำนวนนี้มีกว่า 1 ล้านคน ที่ไม่ใช่ประชากรตามทะเบียนราษฎร์

นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ยอมรับว่า เมื่อการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ขยายตัวก็ยิ่งสนับสนุนให้มีผู้คนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ EEC มากขึ้น และอาจส่งผลต่อการบริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น อำเภอปลวกแดง ที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ 5-6 หมื่นคน แต่กลับมีจำนวนผู้อยู่อาศัยจริงมากกว่า 2 แสนคน เป็นผลมาจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่าง ๆ ทำให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์บริการสาธารณะให้รองรับได้ไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การกำจัดขยะ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข เพราะโรงพยาบาลประจำอำเภอมีเตียงให้บริการเพียง 60 เตียง ไม่สอดรับกับความจำนวนผู้อาศัยในพื้นที่

ดังนั้น EEC จึงต้องวางแผนการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการสำรวจเชิงลึกเป็นรายจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อให้ได้ข้อมูลตัวเลขจำนวนประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัด ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะจากสถานการณ์โควิด-19 มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรใน EEC ให้ชะลอตัวลง ทั้งนี้ เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผนก่อสร้างและพัฒนาโรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และมีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ

“ความยากของการประมาณการของแผนก็คือคนไทยไม่ย้ายทะเบียนเมื่อไปอยู่อาศัยจริงในที่อื่น ทำให้การวางแผนบริการด้านสาธารณสุขไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งสำนักงาน EEC มีความตระหนักถึงปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องลงรายละเอียดว่าบริษัทต่าง ๆ ที่จะเข้าไปทำงานต้องใช้กำลังคนเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถคำนวณได้ว่าคนจำนวนนี้ต้องการการบริการอย่างไร และมีสถานบริการรองรับเท่าใด มีหน่วยบริการปฐมภูมิกี่แห่ง” นพ.พีรพล กล่าว

นอกจากนี้ EEC ยังวางแผนยกระดับโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคตะวันออก ให้มีศักยภาพทัดเทียมโรงเรียนแพทย์ในภูมิภาค เช่น โรงพยาบาลสวนดอก (โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่) และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นต้น เพื่อให้สามารถให้บริการรักษาผู้ป่วยได้แบบเบ็ดเสร็จ ลดการส่งตัวผู้ป่วยเข้าไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทำให้ประชาชนในภาคตะวันออก ไม่เฉพาะจังหวัดในพื้นที่ EEC แต่รวมไปถึงตราด สระแก้ว และปราจีนบุรี เข้าถึงบริการรักษาพยาบาลอย่างสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันยังลดค่าใช้จ่ายทางสังคมและการเดินทาง อีกทั้งจะสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในระดับสูง เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยได้ทุกด้าน ซึ่งขณะนี้มีโรงพยาบาลที่มีศักยภาพใกล้เคียงโรงเรียนแพทย์อย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลชลบุรี , โรงพยาบาลระยอง และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

‘EEC’ รุกแผนพัฒนา ‘บำราศนราดูร 2’ รับมือโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ กล่าวว่า จากบทเรียนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ EEC ให้ความสำคัญกับการมีมาตรการรองรับการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขจัดทำโครงการ โรงพยาบาลบำราศนราดูร แห่งที่ 2” เพื่อรองรับการรักษาพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ที่ร้ายแรง เนื่องจาก EEC เป็นประตูสู่ทั่วโลก โดยมีทั้งสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือพาณิชย์ และท่าเรือท่องเที่ยว รองรับการเดินทางเข้าออกของต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยในเบื้องต้น เตรียมของบประมาณ ในปี 2564 ประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงพยาบาลในพื้นที่ 5 แห่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1. โรงพยาบาลด่านหน้าเพื่อรองรับผู้ป่วยโรคระบาด 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสัตหีบ (กม.10) , โรงพยาบาลบ้านฉาง และโรงพยาบาลบางละมุง โดยจัดทำห้องรักษาโรค ห้องพักผู้ป่วยความดันลบ และอุปกรณ์รองรับด้านต่าง ๆ รวมทั้ง 3 โรงพยาบาลจะรองรับได้ 100 เตียง  และกลุ่มที่ 2. โรงพยาบาลหลัก เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคระบาดอาการหนัก ได้แก่ โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลระยอง สามารถรองรับได้โรงพยาบาลละ 60 เตียง หรือรวม 120 เตียง เมื่อรวมทั้ง 5 โรงพยาบาลดังกล่าว จะทำให้ EEC มีสถานพยาบาลที่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคอุบัติใหม่ได้ถึง 220 เตียง

“โครงการฯนี้ ไม่ใช่การก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ แต่จะใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่บางส่วน และเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นให้พร้อมเมื่อต้องปรับบทบาทมาทำการรักษาโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดร้ายแรงต่าง ๆ ได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนเช่นโรงพยาบาลบำราศนราดูร ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเข้ามาทำการรักษาก็จะใช้วิธีการระดมหรือบูรณาการเข้ามาดูแลอย่างรวดเร็ว และในระหว่างที่ไม่มีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น โรงพยาบาลก็ยังคงรักษาโรคประจำถิ่น หรือโรคทั่วไปได้ตามปกติ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทยแล้ว ก็ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชากรทุกคนที่อยู่ใน EEC” นพ.พีรพล ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

วันนี้ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไม่เพียงแค่เร่งเครื่องวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ยังวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขอย่างรอบด้านไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้สามารถเดินตามเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในพื้นที่ให้ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียม และทำให้ EEC มีศักยภาพความพร้อมรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที  

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.