ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระยะที่ 1 ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และระบบราง เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.7 เท่า ภายในปี 2580 ทำให้กระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันพื้นที่ EEC ให้บรรลุเป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางการเดินทางและขนส่งของภูมิภาค

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของ EEC ที่กระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการในระยะที่ 2 ระหว่างปี 2565 – 2570 เบื้องต้นจะมี 131 โครงการ วงเงินลงทุน 386,565 ล้านบาทเน้นเพิ่มโครงข่ายรองเชื่อมต่อกับโครงการหลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้หน่วยงานเจ้าของโครงการกำลังเร่งทบทวนรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนเสนอแผนต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาอนุมัติโครงการในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เพื่อทำเรื่องเสนอของบประมาณประจำปี 2565 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2564 นี้

แผนการลงทุนนี้ประกอบด้วยโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ การก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา, การก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบิน ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรอง ระยะที่ 1 แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ปี 2565–2566 ซึ่งจะเป็นการพัฒนาโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ เช่น การศึกษาความเหมาะสมและก่อสร้างการเชื่อมต่อทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M7 เข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา และการปรับปรุงก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อท่องเที่ยวเกาะล้าน
ระยะกลาง ปี 2567–2570 อาทิ การก่อสร้างรถไฟทางเดี่ยวสายใหม่ ช่วงระยอง–จันทบุรี–ตราด ระยะทาง 150 กิโลเมตร, การรถไฟทางคู่ ช่วงคลองสิบเก้า-กบินทร์บุรี-คลองเล็ก (จ.สระบุรี)–อรัญประเทศ, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองชลบุรี-นครราชสีมา (ช่วงแหลมฉบัง–ปราจีนบุรี ทล.359) หรือ M61, โครงการรถไฟความเร็วสูง ส่วนต่อขยายระยอง–จันทบุรี-ตราด ช่วงอู่ตะเภา–ระยอง และปรับปรุงท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย ระยะที่ 1 เป็นต้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 5.7 เท่าในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2580 โดยปริมาณความต้องการเดินทางในพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 1.78 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน เป็นปัจจัยสนับสนุนให้กระทรวงคมนาคมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ซึ่งการก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อกันและสะดวกสบายมากขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีการคาดการณ์ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการเดินทางมากที่สุด

โดยมื่อดำเนินการตามแผนดังกล่าวคาดว่าจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้สะดวกสบายและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งจากการลดระยะเวลาในการเดินทางระหว่างพื้นที่หลักและพื้นที่ส่วนต่อขยายในภาพรวมได้ 10% ช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในพื้นที่หลักและพื้นที่ส่วนต่อขยาย 5% รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางและเรือชายฝั่งในพื้นที่ภาคตะวันออก พร้อมกันนี้ก็เป็นการยกระดับให้ National Gateway มีความจุเพียงพอกับความต้องการในการใช้งาน สามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานระบบราง รวมทั้งดึงดูดความสนใจในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการไปยังระบบราง ทำให้มีสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้