ปัจจุบัน ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากหลากหลายกิจกรรมทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคประชาชน และภาคการท่องเที่ยว ทำให้ EEC จำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ พร้อมทุ่มงบ 50,000 ล้านบาท บริหารจัดการน้ำระยะยาว มั่นใจ EEC ไม่ขาดน้ำ แม้ฝนทิ้งช่วง ขณะเดียวกันก็ผลักดันมาตรการด้านบริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้การขับเคลื่อน EEC เดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 1/2563 ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยที่ประชุมรับทราบแนวทางบริหารจัดการน้ำใน EEC ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แผนระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2563 กรณีฝนตกล่าช้าจากปกติเดือนมิถุนายน จึงมี 3 แผนมารองรับ คือ โครงการสูบน้ำกลับคลองสะพาน มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 20 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTWATER ประสานกับกรมชลประทาน เร่งดำเนินการ
โครงการสูบน้ำคลองหลวง ณ จุดพานทองเข้ากับท่อส่งน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต – บางพระ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 70 ล้านลูกบาศก์เมตร โดย EASTWATER ประสานกับกรมชลประทาน เร่งดำเนินการ และโครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแกด (ลุ่มน้ำวังโตนด) จ.จันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ คาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 70 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องเจรจาค่าน้ำกับคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด ทั้งนี้ หากดำเนินการเสร็จทั้ง 3 โครงการ จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 160 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดทำแผนใช้น้ำลดลง 10% ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายนนี้

แผนระยะยาว ทางสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับ EEC ตั้งแต่ปี 2563 – 2580 เงินลงทุน 52,797 ล้านบาท ได้แก่ แผนการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน 38 โครงการ วงเงิน 50,691.10 ล้านบาท เช่น สร้างอ่างเก็บน้ำ คลองวังโตนด อ่างเก็บน้ำ คลองโพล้ และพัฒนาระบบสูบกลับคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นต้น , แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำ 9 โครงการ วงเงิน 1,927.15 ล้านบาท เช่น แผนการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย การประปาส่วนภูมิภาค สาขาต่าง ๆ ปรับระบบการเพาะปลูก เป็นต้น , มาตรการอื่น ๆ การศึกษาจัดทำฐานข้อมูลพัฒนาน้ำบาดาล 3 โครงการ วงเงิน 178.99 ล้านบาท ส่วนการผลิตน้ำจืดจากทะเล เตรียมนำแผนไปหารือกับภาคเอกชนเพื่อลงทุนร่วมกับภาครัฐ (PPP) โดยจะต้องพิจารณาทั้งเรื่องความร่วมมือและแผนการลงทุน ต่อไป

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า แม้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีความล่าช้า แต่ไม่กระทบต่อแผนการลงทุนและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP และการลงทุนขนาดใหญ่ยังสามารถรอได้ ส่วนระยะสั้นจะใช้เงินของ EASTWATER ดำเนินการได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแน่นอน
ทั้งนี้ มาตรการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวจะทำให้ EEC มีความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ มีน้ำต้นทุนเพียงพอต่อความต้องการทุกภาคส่วนจนถึงปี 2580 สามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ที่อยู่อาศัย พื้นที่เศรษฐกิจแหล่งท่องเที่ยว และสถานประกอบการต่าง ๆ มีน้ำคุณภาพดีที่ส่งผลดีต่อสุขภาพสุขภาพประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจด้านการผลิตและการบริหาร
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบอ. ยังเห็นชอบหลักการตามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เสนอแนวทางการศึกษาพัฒนาลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่น ๆ และระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่ EEC และส่วนขยาย ให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าเป็น 70 : 30 ตามเป้าหมาย
พร้อมเร่งรัดการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนให้ผสมผสานระหว่างการเกษตรและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ จำหน่ายในพื้นที่ EEC สนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ออกแบบระบบ วางแผน สร้างกลไกคาร์บอนเครดิต สู่ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบซื้อขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่มุ่งสู่การเป็น Zero Carbon City และพื้นที่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ศึกษาความเหมาะสม และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยรักษาเสถียรภาพ และบริหารความต้องการไฟฟ้าสูงสุดช่วงเวลากลางคืน
ด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำทั้งในระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงมาตรการด้านพลังงานดังกล่าว จะทำให้ EEC เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างแน่นอน