
(วันที่ 4 พ.ย. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะติดตามที่สำคัญ อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมตรวจราชการในจังหวัดชลบุรีและระยอง ติดตามการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และคมนาคม การบริหารจัดการน้ำ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (ยานยนต์ไฟฟ้าอีวี) เพื่อการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อีอีซีเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมท่าเรือแหลมฉบัง และประชุมหารือถึงศักยภาพของพื้นที่สำหรับการรองรับสินค้าอุตสาหกรรมหนักในการนำเข้าและส่งออกของท่าเรือแหลมฉบัง ณ หอบังคับการพัฒนาแหลมฉบัง โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินงานการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนกรอบระยะเวลาและเป้าหมายโครงการฯ เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้างานก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนที่ 1 ได้ส่งมอบพื้นที่ถมทะเลพื้นที่ 1 และ 2 เรียบร้อย สำหรับพื้นที่ถมทะเล พื้นที่ 3 คาดว่าจะส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน 2567 โดยเมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จ จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้สูงถึง 18 ล้านทีอียู จากเดิม 11.10 ล้านทีอียู สนับสนุนให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาคต่อไป

ต่อมา นายกรัฐมนตรีฯ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อติดตามระบบการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับพื้นที่อีอีซี โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการจัดการน้ำร่วมกับท้องถิ่น ภาคเอกชน เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ในทุกภาคส่วนพื้นที่อีอีซี และสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี และทางอีอีซี ได้เป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ จากกรณีการส่งมอบพื้นที่บริหารจัดการน้ำ จากอีสท์ วอเตอร์ ส่งให้กรมธนารักษ์ เพื่อส่งต่อให้บริษัท วงศ์สยาม รับช่วงต่อ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้ให้การยอมรับ และได้ข้อยุติเป็นที่เรียบร้อย

รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอีวี ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE2) เพื่อส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอีวี ในพื้นที่อีอีซี โดยจะให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน บีโอไอ และอีอีซี ร่วมกันพิจารณามาตรการส่งเสริมการผลิต และระบบนิเวศรองรับการลงทุนรถยนต์อีวีให้หลากหลาย ซึ่งจะผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวสู่ฐานการผลิตอีวีที่ใหญ่สุดในภูมิภาค มุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่อีอีซี

พร้อมกันนี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซี ได้ร่วมนำเสนอ ภาพรวมการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ผลสัมฤทธิ์การดำเนินโครงการที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานหลักที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอีอีซี แนวทางดำเนินการตามเป้าหมายเร่งด่วน 99 วัน ที่อีอีซีจะเร่งพัฒนาระบบนิเวศรองรับการลงทุนในทุกมิติ มาตรการกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมาตรการพิเศษดึงการลงทุนสำหรับ 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหลัก เพื่อทำให้การลงทุนในพื้นที่อีอีซี ได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงทิศทางต่อไปในการพัฒนาอีอีซี ต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาเมืองให้ทันสมัย และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน