ข่าวประชาสัมพันธ์

EEC Hot News Vol.71

– ต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ปี’62 หอบเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท
การท่าเรือเดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ
– 
พาณิชย์ เผย ม.ค. 63 ต่างชาติลงทุนไทยกว่า 900 ล้านบาท
–  
ตั้งนิคม ‘ปิ่นทอง 6′ รองรับ EEC บูม

18.06.2020

– ต่างชาติเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ปี’62 หอบเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท
การท่าเรือเดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ
– 
พาณิชย์ เผย ม.ค. 63 ต่างชาติลงทุนไทยกว่า 900 ล้านบาท
–  
ตั้งนิคม ‘ปิ่นทอง 6′ รองรับ EEC บูม

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย ปี 2562 มีนักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 697 ราย มูลค่าเงินลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการทางวิศวกรรม บริการด้านคอมพิวเตอร์ (การพัฒนาซอฟต์แวร์) และบริการรับจ้างผลิต เป็นต้น

นอกจากนี้ ประเภทธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้ามาขออนุญาตประกอบธุรกิจมากขึ้นจะเป็นธุรกิจที่มีความทันสมัยและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ Thailand 4.0 และ Digital Economy และเป็นธุรกิจบริการที่ต่อยอดเพื่อยกระดับมูลค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น บริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์ และบริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ โดยผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การออกมาตรการจูงใจเป็นพิเศษสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หรือการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve ดังจะเห็นได้จากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกว่า 500,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับคนไทยอีกกว่า 3,000 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 47,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในปี 2562 ต่างชาติยังคงสนใจเดินหน้าเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดว่าปี 2563 นักลงทุนต่างชาติจะสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลยังให้ความสำคัญและสานต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

การท่าเรือเดินหน้าพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หลังศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เชื่อเมื่อเปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ 18 ล้านทีอียูต่อปี ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ประเทศ

เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 ที่มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นขอให้ระงับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ทำให้คำตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนโครงการดังกล่าว ที่ได้พิจารณาหลักฐานคุณสมบัติ (ซองที่ 1) และพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ (ซองที่ 2) เป็นอันถูกต้องและสามารถดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการรองรับยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 มีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขั้นสูง ด้วยเครือข่ายคมนาคมที่ครบวงจร ด้านระบบการขนส่งอัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ

โดยท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าเพิ่ม 7 ล้าน ทีอียูต่อปี และเมื่อโครงการฯ เปิดให้บริการครบทุกท่าจะมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณปีละ 18 ล้านทีอียู ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศ (Logistics Cost) เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเป็นประตูการค้าของประเทศในภูมิภาค

พาณิชย์ เผย ม.ค. 63 ต่างชาติลงทุนไทยกว่า 900 ล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยเดือนมกราคม 2563 ต่างชาติได้รับอนุญาตลงทุนไทย ภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย จำนวน 25 ราย เงินลงทุนทรวม 912 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ได้อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 25 ราย ประกอบธุรกิจในไทย ส่วนใหญ่เป็นประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเยอรมนี ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 912 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน

การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการขุดลอกร่องน้ำและแอ่งจอดเรือ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกันสั่นสะเทือนสำหรับรถจักรยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Cargowise เพื่อการจัดการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขึ้นรูป การอบร้อน การพ่นชุบเคลือบสีของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่

  1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 14 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และสก๊อตแลนด์ มีเงินลงทุนจำนวน 678 ล้านบาท อาทิ บริการรับจองระวางเรือหรือระวางเครื่องบินสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลและทางอากาศ , กิจการตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า
  2. ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 4 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินโดนีเซีย เงินลงทุน 35 ล้านบาท อาทิ การค้าปลีกอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต , การค้าส่งชิ้นส่วนของระบบกันสะเทือน (Damper) สำหรับรถจักรยานยนต์
  3. คู่สัญญากับเอกชน จำนวน 2 ราย เป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ และเบลเยี่ยม เงินลงทุน 161 ล้านบาท อาทิ บริการจัดหา ก่อสร้าง และติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการก่อสร้างโรงแรมบริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ
  4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ เงินลงทุน 38 ล้านบาท อาทิ บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางวิศวกรรม บำรุงรักษา ซ่อมแซม รวมทั้งการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และบริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง ประเภทไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง เป็นต้น

ตั้งนิคม ‘ปิ่นทอง 6′ รองรับ EEC บูม

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จับมือบริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง โครงการ 6 รองรับเงินลงทุนต่างชาติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงการลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (โครงการ 6) บนพื้นที่กว่า 1,300 ไร่ เงินลงทุนรวมกว่า 2,625 ล้านบาท เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังมีนักลงทุนสนใจขยายฐานการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่จัดตั้งนิคมฯ ใหม่ดังกล่าว อยู่ในตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง ตำบลมาบข่า อำเภอบ้านค่าย และตำบลนิคมพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนในไทยประมาณ 38,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ นิคมฯ ปิ่นทอง 6 ยังจะเชื่อมโยงนิคมฯ ในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพราะมีเครือข่ายเส้นทางคมนาคมที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมต่อนิคมฯ อื่น ๆ ได้ อาทิ นิคมฯซีพีจีซี นิคมฯดับบลิวเอชเอระยอง 36 นิคมฯดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 เป็นต้น รวมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เช่น ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่เอื้อต่อการขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าในภาคการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ โครงการนิคมฯ ปิ่นทอง 6 จะเน้นกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิตเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

นิคมฯ ปิ่นทอง 6 จึงนับเป็นนิคมฯ น้องใหม่ล่าสุดในพื้นที่ EEC ที่มีศักยภาพพร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.