– ระดมมหาวิทยาลัย 100 แห่ง พัฒนา 500 หลักสูตรแห่งอนาคตรองรับตำแหน่งงานใหม่ 500,000 อัตรา
– มกราคม 63 “ญี่ปุ่น – สิงคโปร์” ขนเงินลงทุนประกอบธุรกิจในไทยมากสุด
– ปตท.สผ. ปักหมุด EECi ตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรม รองรับธุรกิจใหม่ทั้ง AI และ Robotics
– โชว์ต้นแบบ “ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ” ครั้งแรกในไทย พร้อมรุกสู่ EECi ในอนาคต

ระดมมหาวิทยาลัย 100 แห่ง พัฒนา 500 หลักสูตรแห่งอนาคต รองรับตำแหน่งงานใหม่ 500,000 อัตรา
เปิดแผนพัฒนากำลังคน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดึง 100 มหาวิทยาลัยและ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมพัฒนา 500 หลักสูตร Re skill – Up skill รับตำแหน่งงานเกิดใหม่ 500,000 อัตรา พร้อมเปิดให้คนไทยช้อปหลักสูตรเติมทักษะงานยุคใหม่ ในงาน Future Career Expo 2020 วันที่ 27 – 29 มีนาคม 2563 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ได้เชิญมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ตัวแทนจากหน่วยงานภายใต้ อว. และภาคเอกชน ร่วมประชุมจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) เพื่อยกระดับทักษะกำลังคนของประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะ (Re Skill – Up Skill) ที่ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต ไม่น้อยกว่า 500 หลักสูตร
ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 นี้ มหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ จะรวบรวมหลักสูตร Non-Degree กว่า 500 หลักสูตร ครอบคลุมกว่า 100 ทักษะแห่งอนาคต ทั้งด้าน Hard Skill และ Soft Skill มาเสนอในงาน Future Career Expo 2020 และ อว. จะแจกคูปอง Re skill – Up skill มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ให้ผู้สนใจนำคูปองมาสมัครเป็นส่วนลดหลักสูตร Re skill – Up skill ในงานดังกล่าวอีกด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะให้แก่บุคลากรไทย
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้มอบหมายให้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำรายละเอียดทักษะเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรม S-Curve หรือ Future Skill Set ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมพัฒนาทักษะและกำลังคน เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำแนวทางไปผลิตหลักสูตร Non Degree ที่เป็นทักษะเพื่ออนาคตและเป็นที่ต้องการของตลาด

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. ได้เชิญมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ตัวแทนจากหน่วยงานภายใต้ อว. และภาคเอกชน ร่วมประชุมจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) เพื่อยกระดับทักษะกำลังคนของประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะ (Re Skill – Up Skill) ที่ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคต ไม่น้อยกว่า 500 หลักสูตร
ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 นี้ มหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ จะรวบรวมหลักสูตร Non-Degree กว่า 500 หลักสูตร ครอบคลุมกว่า 100 ทักษะแห่งอนาคต ทั้งด้าน Hard Skill และ Soft Skill มาเสนอในงาน Future Career Expo 2020 และ อว. จะแจกคูปอง Re skill – Up skill มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ให้ผู้สนใจนำคูปองมาสมัครเป็นส่วนลดหลักสูตร Re skill – Up skill ในงานดังกล่าวอีกด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะให้แก่บุคลากรไทย
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้มอบหมายให้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำรายละเอียดทักษะเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรม S-Curve หรือ Future Skill Set ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมพัฒนาทักษะและกำลังคน เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำแนวทางไปผลิตหลักสูตร Non Degree ที่เป็นทักษะเพื่ออนาคตและเป็นที่ต้องการของตลาด

ด้าน นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการบริหารส่งเสริมและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะขั้นสูงตามความต้องการของประเทศ กล่าวว่า ข้อมูล World Economy Forum รายงานว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ทำให้งานเก่าจะหายไป 77 ล้านงาน และจะมีงานใหม่เข้ามาทดแทนอีกกว่า 130 ล้านงาน ในอีก 2 ปีข้างหน้า และมีคนมากถึงกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกที่จะต้อง Re Skill – Up Skill ความรู้ตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
“นี่เป็นโอกาสของคนไทยที่จะเข้าถึงงานได้มากขึ้นจากงานใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะใหม่ ๆ ทำให้คนไทยมีโอกาสมีรายได้จากงานสูงขึ้น มีความมั่นคงทางรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น จึงอยากชวนคนไทยมา Re skill – Up skill เพื่อรองรับโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการกระตุ้นด้วยการแจกคูปอง Re skill – Up skill มูลค่า 1,000 บาท และ 2,000 บาท เพื่อเป็นส่วนลดในการลงเรียนหลักสูตรพัฒนาทักษะตามความต้องการของตลาดในอนาคต โดยแจกคูปองประมาณ 10,000 คน” นายสัมพันธ์กล่าว
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลการศึกษาความต้องการบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พบว่าภายใน 5 ปี นับจากนี้มีความต้องการบุคลากรสูงถึง 475,000 คน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อาชีวศึกษาจนถึงปริญญาเอก แบ่งเป็นความต้องการแรงงานในระดับอาชีวศึกษา 253,000 คน ระดับปริญญาตรี 212,000 คน ระดับปริญญาโท-เอก 8,600 คน รวมทั้งยังมีตำแหน่งงานใหม่นอกเหนือพื้นที่เขต EEC อีกมาก รวมกว่า 500,000 อัตรา

มกราคม 63 “ญี่ปุ่น – สิงคโปร์” ขนเงินลงทุนประกอบธุรกิจในไทยมากสุด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยนักลงทุนญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ขอลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยมากที่สุด โดยในเดือนมกราคม 2563 มีจำนวนกว่า 50 ราย คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 4,100 ล้านบาท

นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายงานการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยของคนต่างชาติ เดือนมกราคม 63 มีจำนวนทั้งสิ้น 54 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 25 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ 29 ราย มีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,198 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2562 จำนวนธุรกิจที่คนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น 15% หรือเพิ่มขึ้น 7 ราย
โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 13 ราย เงินลงทุน 2,250 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 7 ราย เงินลงทุน 1,057 ล้านบาท และเยอรมนี 7 ราย เงินลงทุน 170 ล้านบาท
สำหรับการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ของผุ้ประกอบการไทยทั่วประเทศ เดือนมกราคม 2563 มีจำนวน 6,942 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 16,256 ล้านบาท ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป , ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร โดยช่วงทุนที่มีธุรกิจตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด คือ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 5,008 ราย คิดเป็น 72.14% รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท 1,833 ราย คิดเป็น 26.40% และช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท 90 ราย คิดเป็น 1.30% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท 11 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ

ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 1,407 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 3,900 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป , ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร ส่งผลให้ปัจจุบัน มีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ 751,662 ราย มูลค่าทุน 18.40 ล้านล้านบาท

ปตท.สผ. ปักหมุด EECi ตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรม รองรับธุรกิจใหม่ทั้ง AI และ Robotics
ปตท.สผ. ตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) หนุนกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และรองรับธุรกิจใหม่ทั้ง AI และหุ่นยนต์ พร้อมจับมือ สวทช. ร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ยุค 4.0 และสนับสนุนการพัฒนาของ EECi
นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อรองรับกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 4.0
นายพงศธร กล่าวว่า สวทช. ถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่จะยกระดับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีนวัตกรรมของตัวเองซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังเป็นเอกชนรายแรกที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยขึ้นในพื้นที่ EECi อย่างเป็นทางการ ในชื่อ “ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปตท.สผ.” (PTTEP Technology and Innovation Centre: PTIC) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับธุรกิจใหม่ของบริษัท ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ (Robotics) โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2564

ด้าน นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในฐานะที่ สวทช. เป็นผู้บริหารโครงการ EECi ได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งความร่วมมือกับ ปตท.สผ. ในครั้งนี้ เป็นการประสานประโยชน์ร่วมกันเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมยุค 4.0 การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ และการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ในสาขาต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อวางแผนขับเคลื่อนและพัฒนา EECi ทั้งกำลังคน โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงให้บริการที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกิจกรรมวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ EECi
ทั้งนี้ การก่อสร้าง EECi มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2564 โดยได้เตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี ซึ่งโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรีถือว่าเป็นแห่งแรกในอาเซียน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีด้านชีวภาพของไทยให้ก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาค และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านชีวภาพของอาเซียน

ด้าน นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ในฐานะที่ สวทช. เป็นผู้บริหารโครงการ EECi ได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งความร่วมมือกับ ปตท.สผ. ในครั้งนี้ เป็นการประสานประโยชน์ร่วมกันเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมยุค 4.0 การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ และการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ในสาขาต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อวางแผนขับเคลื่อนและพัฒนา EECi ทั้งกำลังคน โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงให้บริการที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกิจกรรมวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ EECi
ทั้งนี้ การก่อสร้าง EECi มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2564 โดยได้เตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี ซึ่งโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรีถือว่าเป็นแห่งแรกในอาเซียน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีด้านชีวภาพของไทยให้ก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาค และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านชีวภาพของอาเซียน

ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนายานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ จัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ สวทช. ให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องเพิ่มขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำอื่น ๆ ทั่วโลก ที่ได้เริ่มใช้งานยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในภาคคมนาคมและขนส่ง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน สวทช. จำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งให้มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย สะดวกสบายในการเดินทาง และผลักดันให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศให้ประสบความสำเร็จและก้าวทันโลก ทั้งนี้ จะใช้เวลา 8 เดือน ทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community เริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 จนถึงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ปี 2563
ขณะที่ ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ สวทช. ให้ข้อมูลว่า การทดสอบวิ่งจริงของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในสภาวะควบคุมบนพื้นที่จริงจะเน้นการขับขี่ทั้งทางตรง ทางเลี้ยว ขึ้นเนิน รวมทั้งระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไมล์สโตนในการส่งต่อนวัตกรรมเทคโนโลยีขยายผลสู่ภาคเอกชน เริ่มต้นกับ AIROVR สตาร์ทอัพสัญชาติไทยผู้พัฒนาระบบให้บริการสำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติภายในไตรมาส 2 นี้ ขณะเดียวกันได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม (Consortium) เพื่อร่วมกันพัฒนารถฟีดเดอร์ขับขี่อัตโนมัติที่มีความพร้อมเพื่อนำไปทดสอบใช้งานจริงในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยอง ภายในช่วงต้นปี 2564