ข่าวประชาสัมพันธ์

EEC Hot News Vol.73

พัฒนา ‘พลังงานอัจฉริยะ’ ในนิคมฯ หนุนศักยภาพ EEC
– 
เผย ก.พ.63 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 20 ราย เทเม็ดเงินลงทุน 718 ล้านบาท พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี-องค์ความรู้ให้แรงงานไทย
– 
เปิดแผนสร้างมอเตอร์เวย์ “ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ” เชื่อมพื้นที่ EEC
– 
โชว์ทดสอบ 5G ในท่าเรือแหลมฉบัง รองรับอุตฯโลจิสติกส์ในพื้นที่ EEC

พัฒนา ‘พลังงานอัจฉริยะ’ ในนิคมฯ หนุนศักยภาพ EEC

       การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะหวังพึ่งพาพลังงานดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยนวัตกรรมพลังงานที่เป็นพลังงานอัจฉริยะมาช่วยเสริมทัพ หรือกระทั่งเป็นพลังงานหลัก สำหรับในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) จับมือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลุยโครงการนำร่องเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน ทั้งระบบ Smart Microgrid, Peer-to-Peer Energy Trading, Energy Storage และนวัตกรรมด้านพลังงานอื่น ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป สนับสนุนการเป็นผู้นำในการให้บริการสาธารณูปโภคและไฟฟ้าครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมศักยภาพการลงทุนในบริเวณพื้นที่        

       บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานด้านต่าง ๆ เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในพื้นที่อุตสาหกรรม (Smart Microgrid), โครงสร้างตลาดไฟฟ้า (Peer-to Peer Energy Trading) โครงสร้างอัตราค่าบริการรูปแบบใหม่ (Net Metering) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป โดยการศึกษาบางส่วนจะยื่นเสนอเพื่อเข้าร่วมโครงการทดลองนวัตกรรมพลังงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ ERC Sandbox

         นายนิพนธ์ บุญเดชานันทน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารWHAUP กล่าวว่า บริษัทฯ เห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อรองรับการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งตามแผนจะมีการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (Gas-fired Cogeneration Power Plant) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)และระบบเก็บกักพลังงาน (Energy Storage System) โดยในปี 2563 บริษัทฯจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสิ้น 591 เมกะวัตต์ และมั่นใจว่าจะพัฒนาโครงการต่าง ๆ ได้เป็นผลสำเร็จ เพราะมีฐานลูกค้าในนิคมฯ ที่สามารถรองรับการให้บริการเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ การพัฒนานวัตกรรมและระบบการบริหารจัดการพลังงานดังกล่าว จะมีส่วนช่วยลดต้นทุนและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

เผย ก.พ.63 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 20 รายเทเม็ดเงินลงทุน 718 ล้านบาท พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี-องค์ความรู้ให้แรงงานไทย

       ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ไทยยังคงเนื้อหอม ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อนุญาตต่างชาติลงทุนในไทย 20 ราย ด้วยเม็ดเงินลงทุน718 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และอินเดีย ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนแรก มีเงินลงทุนประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น 313% หรือประมาณ 1,235 ล้านบาท

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติ 20 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ ส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจประมาณ 718 ล้านบาท และทำให้เกิดการจ้างงานคนไทย 314 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

“การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โลหะและเทคโนโลยีการรีไซเคิล องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานไฟฟ้า และองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกไบโอคอมพาวด์ เป็นต้น”

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่

  1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา เงินลงทุน 536 ล้านบาท อาทิ ผลิตภัณฑ์โลหะที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ บริการพิมพ์แบบรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
  2. ธุรกิจตัวแทน/ค้าส่ง 3 ราย จากสิงคโปร์ และอินเดีย เงินลงทุน 65 ล้านบาท อาทิ ตัวแทนบริการทั่วไปของสายการบินในการบริหารจัดการพื้นที่ว่างบนอากาศยานเพื่อการรับขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ การค้าส่งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Battery : EV Battery) เป็นต้น
  3. คู่สัญญากับเอกชน 2 ราย จากเกาหลีใต้ และจีน เงินลงทุน 27 ล้านบาท อาทิ บริการให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจสอบการทำงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารเทียบเครื่องบิน เป็นต้น
  4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 8 ราย จากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเบอร์มิวดา เงินลงทุน 90 ล้านบาท อาทิ บริการจัดการด้านการผลิตสินค้าประเภทเม็ดพลาสติกไบโอคอมพาวด์

ทั้งนี้ ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 63 (ม.ค.-ก.พ.2563) มีคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาต จำนวน 45 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,630 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า จำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 11 ราย คิดเป็น 32% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 1,235 ล้านบาท คิดเป็น 313% เนื่องจากในปี 63 มีต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการออกแบบ ติดตั้ง วางระบบ ทดสอบ ให้คำแนะนำทางเทคนิค ฝึกอบรม และบำรุงรักษาระบบโทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet Protocol Television (IPTV) บริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ เป็นต้น

เปิดแผนสร้างมอเตอร์เวย์ “ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ” เชื่อมพื้นที่ EEC

การคมนาคมที่เชื่่อมต่อกันอย่างราบรื่น เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ล่าสุดกรมทางหลวงจึงได้แจกแจงแผนการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (M7) ว่า   การพัฒนาโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ทางยกระดับ ช่วงศรีนครินทร์ – สนามบินสุวรรณภูมิของกรมทางหลวง มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร คร่อมอยู่บนแนวทางหลวงพิเศษหมายเลข7 ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นบริเวณทางแยกต่างระดับศรีนครินทร์

เชื่อมต่อโครงข่ายกับทางพิเศษสายศรีรัช รวมทั้งมีทางเข้า-ออกเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ และมีจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณลาดกระบัง รวมระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร

โดยโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของปริมาณจราจร 4.2% ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเปิดพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งรองรับปริมาณการเดินทางเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิให้รวดเร็ว ปลอดภัยและสามารถคาดการณ์ระยะเวลาการเดินทางได้แน่นอน รองรับการขยายตัวของปริมาณผู้โดยสาร ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิคาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 ล้านคน ภายในปี 2575

โชว์ทดสอบ 5G ในท่าเรือแหลมฉบังรองรับอุตฯโลจิสติกส์ในพื้นที่ EEC

เอไอเอส ทดสอบการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ควบคุมเครนยกตู้สินค้าได้จากระยะไกล ภายในท่าท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้เป็นรายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยบริหารจัดการขนส่งสินค้าในท่าเรือพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นเกตเวย์ของไทย และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำหรับการค้าการลงทุนของกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต

นายฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ได้นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ทดสอบการควบคุมเครนยกขนตู้สินค้าที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ภายในท่าเทียบเรือ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย จากห้องบังคับระยะไกลโดยผ่านการส่งสัญญาณควบคุมเครนจากห้องควบคุมด้วยระบบโครงข่าย

5G ของเอไอเอส ทำให้การบริหารจัดการเครนยกขนตู้สินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะเป็นต้นแบบให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เห็นถึงประโยชน์และนำ 5Gไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต และยังรองรับการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล้ำหน้า อย่าง 5G มาทดสอบใช้งานในกิจการท่าเรือพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่สำคัญให้แก่ประเทศไทย โดยเอไอเอส ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อไป

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
EECO
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.