ข่าวประชาสัมพันธ์

เจาะลึกโครงการ EECiti โอกาสการลงทุน PPP 72,042 ล้านบาทพัฒนาเมืองน่าอยู่แห่งอนาคต ศูนย์กลางมหานครแห่งภาคตะวันออก

การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คืบหน้าแล้วสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา หรือรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ภาพที่สมบูรณ์ของ EEC ยังมีอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กำลังผลักดันและดำเนินงานตามแผน นั่นคือ “ศูนย์ธุรกิจ EEC” และ “เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ” หรือ EEC Capital City: EECiti ที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในระยะยาว พร้อมจะเปิดให้ลงทุนแบบ PPP โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในโครงการ

เมืองใหม่มหานครน่าอยู่แห่งอนาคตบนพื้นที่ 14,586 ไร่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

โครงการ “ศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “EECiti” เป็นโครงการพัฒนาเมืองใหม่ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 14,586 ไร่ ในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองพัทยาประมาณ 10 กิโลเมตร และจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาประมาณ 15 กิโลเมตร ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของมหานครการบินภาคตะวันออก (EEC Aerotropolis) นอกจากนี้ โครงการยังสามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศได้อย่างสะดวก ทั้งทางถนน ทางราง และทางเรือ เช่น ทางหลวงหมายเลข 331 รถไฟ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเป็นทำเลสำคัญของการลงทุนและการใช้ชีวิตในภูมิภาคตะวันออกของไทยในอนาคตอันใกล้

วิสัยทัศน์สู่ Top 10 Smart Livable Cities ของโลก

EECiti มีเป้าหมายชัดเจนคือการก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับภูมิภาค” ที่เป็นเมืองธุรกิจคู่กรุงเทพมหานคร พร้อมเป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยที่รองรับประชากรทุกกลุ่มภายใต้มาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมาย คือ การติดอันดับหนึ่งใน 10 เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ของโลกภายในปี 2580 เมืองใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับประชากรราว 350,000 คน และคาดว่าจะสร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง แนวทางการพัฒนาเน้นการออกแบบผังเมืองอย่างยั่งยืน โดยมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งรวมไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมด พร้อมระบบขนส่งอัจฉริยะที่เชื่อมโยงแต่ละโซนของเมืองให้เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว สะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองแห่งอนาคตที่สมบูรณ์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนอย่างแท้จริง

เมืองที่พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ ที่ออกแบบให้เชื่อมโยงกับพื้นที่อยู่อาศัย

เพื่อให้เป็นเมืองที่สมบูรณ์ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ อีกทั้งยังเป็นเมืองน่าอยู่ ลดการใช้พลังงานเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเทียบเท่ามาตรฐานสากล ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ โครงการ EECiti ได้รับการออกแบบเมือง จัดวางพื้นที่รองรับเศรษฐกิจใหม่และอยู่อาศัยได้อย่างสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเมืองน่าอยู่อย่างปลอดภัย ประกอบด้วย

  1. ย่านศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค ศูนย์ราชการสำคัญ และศูนย์บริการทางการเงินแห่งอนาคต (CBD) เป็นศูนย์กลางของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค หน่วยงานราชการที่สำคัญ และศูนย์บริการทางการเงินที่ทันสมัย
  2. ย่านศูนย์การแพทย์แม่นยำและการแพทย์เพื่ออนาคต พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยทางการแพทย์ และบริการสุขภาพระดับสากล
  3. ย่านศูนย์การศึกษา-วิจัยและพัฒนาระดับนานาชาติ รองรับสถาบันการศึกษาชั้นนำขนาดใหญ่ ศูนย์วิจัยระดับโลก และระบบนิเวศสำหรับ Startups และ Innovation กิจกรรม R&D เพื่อธุรกิจแห่งอนาคต เช่น การวิจัยและพัฒนาทางอาหารแห่งอนาคต
  4. ย่านศูนย์ธุรกิจ BCG เน้นโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นฐานพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Hydrogen Economy, Clean Energy, ชูภาพลักษณ์ของเมือง Net Zero Carbon อย่างแท้จริง ร่วมกับธุรกิจบริการโลจิสติกส์ และ สมาร์ทเทคโนโลยี
  5. ย่านศูนย์ธุรกิจบริการ ครอบคลุมการท่องเที่ยว และศูนย์กีฬามาตรฐานระดับโลกรวมทั้ง World-class Entertainment and Leisure Hub เป็นเมืองที่พร้อมจัดเมกะอีเวนต์ระดับโลก และรองรับดิจิทัลโนแมดส์ (Digital Nomads) ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สร้างสุขภาพที่ดี และสภาพแวดล้อมน่าอยู่
  6. ย่านที่อยู่อาศัยหลักสำหรับคนทุกกลุ่มรายได้ และ Mixed-use ออกแบบให้เป็นชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตดี เหมาะสมกับคนทุกระดับรายได้ พร้อมพื้นที่พาณิชย์และบริการต่าง ๆ ที่จำเป็น

 หัวใจของเมือง EECiti: 10 โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค

สิ่งที่ทำให้ EECiti แตกต่างจากโครงการพัฒนาเมืองทั่วไป คือการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคอย่างครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้น โดย สกพอ. ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบ PPP ที่เป็น Single Package โดยได้จัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 10 ระบบสำคัญ ดังนี้

  1. ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเองและการใช้พลังงานสะอาด โดยคาดว่าจะมีความต้องการไฟฟ้าเบื้องต้นประมาณ 300 เมกะวัตต์ พร้อมเป้าหมายสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ จุดเด่นของระบบคือการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าแบบ Smart Grid และ Microgrid ที่มีแหล่งพลังงานทดแทนกระจายตัวทั่วเมือง วางระบบไฟฟ้าและพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (High Efficiency) โดยใช้ระบบไฟฟ้า ความเย็น ความร้อนแบบรวมศูนย์ (Central Utility Plant) พร้อมระบบการจัดการพลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ระบบขนส่ง และพื้นที่สาธารณะ โดยมีความต้องการระบบผลิตความเย็นส่วนกลาง อีกทั้งยังจะมีการลงทุนใน Smart Substation และระบบ Battery Energy Storage (BESS) เพื่อควบคุมโหลดแบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงไฟดับในพื้นที่สำคัญ ตลอดจนรองรับระบบการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างผู้ใช้ (Peer-to-Peer Energy Trading) ในอนาคต
  2. ระบบประปา รองรับการใช้น้ำประปาประมาณ 102,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยแนวคิด “Intelligent and Optimization Water Treatment System” ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำหลักของกรมชลประทานด้วยโครงข่ายท่อน้ำดิบของภาครัฐ/เอกชน จุดเด่นอยู่ที่การควบรวมระบบดิจิทัล เช่น การตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ ระบบท่ออัจฉริยะที่ติดตั้งวาล์วควบคุมและมาตรวัดความแม่นยำสูง พร้อมเทคโนโลยีกรองอัตโนมัติด้วย UV และสารเคมีปลอดภัย รวมถึงโครงสร้างรองรับการใช้น้ำรีไซเคิลในอนาคต เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรน้ำ
  3. ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย และผลิตน้ำรีไซเคิล รองรับการบำบัดน้ำเสียราว 82,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ด้วยเทคโนโลยี Membrane Bioreactor (MBR) ที่ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้คุณภาพน้ำสูง พร้อมเป้าหมายผลิตน้ำรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ เช่น ในระบบหล่อเย็นหรือการรดน้ำต้นไม้ ถือเป็นหัวใจของแนวคิด Circular Economy ที่ช่วยลดการใช้น้ำธรรมชาติและสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเมือง
  4. ระบบบริหารจัดการน้ำ EECiti วางระบบบริหารจัดการน้ำภายใต้แนวคิด Smart Flood Resilience City เพื่อยกระดับความสามารถในการจัดการน้ำต้นทุน ความเสี่ยงด้านอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองอัจฉริยะที่มีความน่าอยู่ ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว โดยออกแบบโครงข่ายระบายน้ำฝนที่ครอบคลุมทั้งเมืองและชุมชนรอบข้าง ผสานกับการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำและลำคลองในเมืองให้เป็นทั้งภูมิทัศน์และโครงสร้างควบคุมน้ำตามธรรมชาติ เมืองยังวางแผนรวบรวมน้ำฝน นำมาใช้ผลิตน้ำประปาภายในโครงการฯ เพื่อสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมใช้ ระบบ Digital Twin เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์
  1. ระบบการจัดการขยะ เป็นระบบจัดการขยะแบบยั่งยืนที่สามารถรองรับปริมาณขยะประมาณ 420 ตันต่อวัน โดยเน้นหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบจะเน้นการคัดแยกที่ต้นทาง การแปรรูป และการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการรีไซเคิลและการนำขยะไปใช้เป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  2. ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคม รองรับการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบด้วยโครงข่าย Fiber Optic ความเร็วสูง การเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี 5G และการติดตั้งอุปกรณ์ L2, L3 Switch และ Digital Trunked Radio System สำหรับการสื่อสารเฉพาะกลุ่มที่ปลอดภัย นอกจากนี้ เมืองยังมีการพัฒนา City Data Platform (CDP) เป็นศูนย์กลางการรวบรวม ประมวลผล และให้บริการข้อมูลแบบ Data as a Service เชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ ผ่าน API มาตรฐาน เพื่อบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
  3. ระบบดับเพลิง ระบบเตือนภัยพิบัติ และระบบป้องกันฟ้าผ่า วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ด้วยการติดตั้ง Fire Alarm System และ Fire Alarm Control Panel (FACP) ที่สามารถสั่งงานอัตโนมัติเพื่อรับมือเหตุเพลิงไหม้แบบเรียลไทม์ เสริมด้วย ระบบป้องกันและแจ้งเตือนฟ้าผ่า ที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าสถิตแบบ Triangulation ทั่วเมือง พร้อม ระบบตรวจสอบสถานะ LPS แบบเรียลไทม์ ที่เชื่อมต่อกับ Building Information Modeling (BIM) เพื่อการบำรุงรักษาเชิงรุก สร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดให้เมืองอย่างแท้จริง
  4. ระบบคมนาคมและขนส่ง โครงข่ายถนน การสัญจร ที่รองรับระบบขนส่ง EECiti วางโครงข่ายถนนภายในเมืองอย่างเป็นระบบ เชื่อมต่อกับถนนสายหลักทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 36, 331 และ 3376 รองรับการเดินทางสู่พัทยา ระยอง และโครงข่ายถนนระดับประเทศ ขณะเดียวกัน เมืองยังพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ 4 เส้นทางภายใน โดยมีการใช้รถโดยสารพลังงานสะอาด ในอนาคต พร้อมเชื่อมต่อกับเมืองหลักในพื้นที่ EEC อย่างไร้รอยต่อ
  5. ท่อสาธารณูปโภครวม (Common Utility Duct) EECiti วางระบบท่อสาธารณูปโภครวมใต้ดินอย่างเป็นระบบ โดยออกแบบ Main Duct ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร และ Branch Duct อีกประมาณ 40 กิโลเมตร รองรับสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา ท่อน้ำเสีย และระบบสื่อสารทั้งหมดให้อยู่ในแนวเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ ปลอดภัย และง่ายต่อการซ่อมบำรุงในระยะยาว พร้อม จุดตรวจวัด (Metering Stations) ติดตั้งเป็นระยะ
  6. พื้นที่สีเขียว และงานภูมิทัศน์ส่วนกลาง จัดสรรพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวส่วนกลางมากกว่า 30% ของพื้นที่โครงการ พร้อมแนวทางอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมีการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่ทนต่อสภาพอากาศและแมลง ส่งเสริมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิทัศน์เมืองที่น่าอยู่ในระยะยาว

โมเดลการลงทุน: PPP เปิดโอกาสภาคเอกชนร่วมลงทุน

สิ่งที่น่าสนใจของ EECiti คือ การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคทั้ง 10 ระบบ ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 72,042 ล้านบาท ผ่านรูปแบบการร่วมทุนแบบ Public Private Partnership (PPP) ประเภท Single Package โดยภาคเอกชนสามารถออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการระบบทั้งหมดได้อย่างบูรณาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนในระยะยาว และยกระดับมาตรฐานเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะให้สอดคล้องกับระดับสากล นอกจากนี้ รูปแบบ PPP ยังเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จตามเป้า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และเอื้อต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืน

นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ สามารถติดตามข่าวสารความคืบหน้าโครงการ EECiti ได้ทาง https://www.facebook.com/eecwecan และ https://www.linkedin.com/company/eecothailand/

ขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร