
เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เข้าร่วมงาน Thai-German Energy Dialogue: “Thailand Sustainable Digital Hub: Innovative Solutions for Powering Data Centres” ณ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และความยั่งยืน
ภายในงาน ดร.ชลจิต ได้เป็นวิทยากรเสวนาหัวข้อ “Balancing Growth and Sustainability in Thailand’s Digital Infrastructure Ecosystem” ร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ภาคธุรกิจ Data Center ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และภาคพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของ Data Center กับความพร้อมของระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ดร.ชลจิต กล่าวถึงสถานการณ์การลงทุน Data Center ในประเทศไทยว่า พื้นที่ EEC ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการลงทุน โดยจากโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจำนวน 57 แห่ง มีโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC จำนวน 29 แห่ง หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโครงการทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนต่อศักยภาพของพื้นที่ EEC ในการรองรับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การประเมินทิศทางการเติบโตของ Data Center จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง จำนวนและขนาดของโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน กับการลงทุนและความต้องการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นจริง (Real Demand) เนื่องจากตัวเลขการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้หมายความว่าโครงการทั้งหมดจะเกิดการลงทุนหรือมีความต้องการใช้ไฟฟ้าตามกำลังที่ยื่นขอทันที นักลงทุนจะตัดสินใจลงเงินจริงก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภครองรับได้ในระยะยาวซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเชิงนโยบายของสำนักงาน
ในด้านมิติด้านพลังงาน Data Center เป็นตัวดึงอุปสงค์ให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรวมถึงพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมอื่นในอนาคตรวมถึงอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอีกด้วย
ดร.ชลจิต กล่าวเน้นย้ำว่า สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ประเทศไทยควรมี Data Center หรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะรองรับ Data Center อย่างชาญฉลาดและยั่งยืนได้อย่างไร” โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของการลงทุน ความพร้อมของพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตลอดจนประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุนในระยะยาว
การเข้าร่วมงาน Thai-German Energy Dialogue ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างภาครัฐ ภาคพลังงาน และภาคธุรกิจทั้งไทยและเยอรมนี เพื่อร่วมกันหาแนวทางรองรับการเติบโตของ Data Center และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถเติบโตควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืน